Updates / ปกิณกะอินเดีย
โมดีกับการเยือนออสเตรเลีย : ก้าวใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับออสเตรเลีย

💡 โมดีกับการเยือนออสเตรเลีย : ก้าวใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับออสเตรเลีย
เพลง Baby Dollเพลงนี้มาจากภาพยนตร์ Ragini MMS 2 ออกฉายในปี ค.ศ. 2014 ขับร้องโดย Kanika Kapoor และ Meet Bros Anjjan เป็นเพลงแดนซ์สไตล์ปัญจาบผสมป๊อปที่โด่งดังมากในบอลลีวูด และกลายเป็นหนึ่งในเพลงฮิตที่สุดของปีนั้น
เนื้อหาของเพลงไม่ได้เป็นเรื่องราวที่ซับซ้อน แต่สื่อถึงหญิงสาวที่มั่นใจในตัวเอง มีเสน่ห์ และภาคภูมิใจในความงามของตนเอง เธอเปรียบตัวเองว่าเป็น “ทองคำ” (Baby Doll main sone di) ขณะที่โลกภายนอกเป็นเพียง “ทองเหลือง” เพื่อสื่อว่าตนเองมีคุณค่าและโดดเด่นกว่าคนทั่วไป เพลงจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสนุก ความมั่นใจ และการเฉลิมฉลองความโดดเด่นของตัวเอง ด้านดนตรี เพลงผสมผสานจังหวะป๊อปสมัยใหม่กับกลิ่นอายดนตรีพื้นบ้านปัญจาบ ทำให้ติดหูและเหมาะสำหรับการเต้น จังหวะที่สนุกสนาน ประกอบกับเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของ Kanika Kapoor ทำให้เพลงได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในอินเดียและต่างประเทศ จนคว้ารางวัลนักร้องหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีสำคัญของบอลลีวูด แม้จะเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Ragini MMS 2 ซึ่งเป็นภาพยนตร์สยองขวัญ แต่ตัวเพลงเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องของภาพยนตร์โดยตรง หากทำหน้าที่เป็นเพลงประกอบเพื่อสร้างสีสันและความบันเทิง จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเพลงแดนซ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของบอลลีวูดในช่วงทศวรรษ 2010
การเยือนออสเตรเลียของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (นาที 5)
วันนี้นำเสนอหัวข้อที่แฟนรายการเสนอมา ขอขอบคุณแฟนรายการท่านนี้ที่ไว้วางใจเราให้พูดเรื่องการเยือนออสเตรเลียของโมดีที่ผ่านมา
การเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ระหว่างวันที่ 8–10 กรกฎาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการประชุมสุดยอดประจำปีระหว่างสองประเทศ หากแต่เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับออสเตรเลียได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน เทคโนโลยี และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียและออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตร แต่ยังไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือส่วนใหญ่จำกัดอยู่ในด้านการค้า การศึกษา และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ขณะที่ความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงยังมีอยู่ในวงจำกัด
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ผนวกกับผลประโยชน์แห่งชาติของทั้งสอง ได้ผลักดันให้ทั้งสองประเทศหันมาใกล้ชิดกันมากขึ้น การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การผงาดขึ้นของจีน ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดจนความต้องการพลังงานสะอาดและแร่ธาตุสำคัญ ล้วนทำให้อินเดียและออสเตรเลียมีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าที่เคย
สำหรับออสเตรเลีย อินเดียไม่ได้เป็นเพียงตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน หากยังเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ส่วนอินเดียก็มองออสเตรเลียเป็นหุ้นส่วนที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านพลังงาน เทคโนโลยี การลงทุน และการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค
นายกรัฐมนตรี แอนโธนี อัลบานีส (Anthony Albanese) กล่าวก่อนการประชุมว่า ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับอินเดีย “ไม่เคยมีความสำคัญต่อกันมากเท่านี้มาก่อน” พร้อมระบุว่า ความร่วมมือของทั้งสองประเทศจะมีบทบาทสำคัญต่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ขณะที่นายกรัฐมนตรีโมดีมองว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนทั้งคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยและผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกันในโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น
การประชุมสุดยอดประจำปีออสเตรเลีย–อินเดีย ครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่นครเมลเบิร์น (Melbourne)
จึงไม่ใช่เพียงการพบปะระหว่างผู้นำรัฐบาล หากเป็นการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ จากเดิมที่เน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไปสู่ความร่วมมือที่ครอบคลุมทั้งความมั่นคง การป้องกันประเทศ พลังงาน เทคโนโลยี ความมั่นคงทางไซเบอร์ การศึกษา และความร่วมมือระหว่างประชาชน
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มใหม่ของการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งความมั่นคงไม่ได้หมายถึงกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความมั่นคงด้านพลังงาน เทคโนโลยี อาหาร ห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรสำคัญที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ อินเดียและออสเตรเลียจึงเริ่มมองกันและกันในฐานะ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าจะเป็นเพียง “คู่ค้าทางเศรษฐกิจ”
หากการประชุมสุดยอดระหว่างนายกรัฐมนตรีโมดีกับนายกรัฐมนตรีอัลบานีสมีประเด็นที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์อินเดีย–ออสเตรเลียได้ชัดเจนที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นความร่วมมือด้านพลังงาน แร่ธาตุสำคัญ และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเศรษฐกิจ หากแต่กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติและการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ
ผลลัพธ์สำคัญประการหนึ่งของการเยือนครั้งนี้คือ การยืนยันที่จะขยายความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ผ่านการส่งออกยูเรเนียมจากออสเตรเลียสู่อินเดีย
แม้ทั้งสองประเทศจะมีความตกลงด้านนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 แต่การประชุมครั้งนี้ได้ยกระดับความร่วมมือดังกล่าวให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ในอดีตการส่งออกยูเรเนียมให้อินเดียเคยเป็นประเด็นอ่อนไหว เนื่องจากอินเดียไม่ได้เป็นภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม หลังจากอินเดียแยกโครงการนิวเคลียร์เพื่อพลเรือนออกจากโครงการทางทหาร และยอมรับระบบตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ความกังวลของออสเตรเลียก็ค่อย ๆ ลดลง จนความร่วมมือด้านนิวเคลียร์พลเรือนกลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
สำหรับอินเดีย พลังงานนิวเคลียร์เป็นทางเลือกสำคัญในการตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและสนับสนุนเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนออสเตรเลียมองการส่งออกยูเรเนียมไม่เพียงในฐานะโอกาสทางการค้า แต่ยังเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศหุ้นส่วนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
ความร่วมมือด้านพลังงานของทั้งสองประเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจนสีเขียว ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งสะท้อนว่า “พลังงานสะอาด” ได้กลายเป็นประเด็นด้านความมั่นคงควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ แร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) ได้แก่ ลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ กราไฟต์ และแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ต่างแข่งขันกันเพื่อสร้างความมั่นคงด้านการจัดหาแร่เหล่านี้ เนื่องจากเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแหล่งแร่ธาตุสำคัญมากที่สุดของโลก ขณะที่อินเดียกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตภายใต้นโยบาย Make in India ความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศจึงครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจ การทำเหมือง การแปรรูป ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคงและลดการพึ่งพาแหล่งผลิตเพียงไม่กี่ประเทศ
นอกจากพลังงานและแร่ธาตุสำคัญแล้ว ทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยใช้ความตกลงการค้าเสรี Australia–India Economic Cooperation and Trade Agreement (ECTA) เป็นพื้นฐานในการผลักดันการค้าระหว่างกัน และเตรียมต่อยอดไปสู่ Comprehensive Economic Cooperation Agreement (CECA) ซึ่งจะครอบคลุมการค้า การลงทุน และบริการในวงกว้างยิ่งขึ้น
เมื่อพิจารณาในภาพรวม จะเห็นได้ว่า ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างอินเดียกับออสเตรเลียได้เปลี่ยนจากการซื้อขายสินค้าและทรัพยากรธรรมชาติ ไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องพลังงาน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น นี่คือแนวโน้มใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างเศรษฐกิจกับความมั่นคงกำลังเลือนรางลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การประชุมสุดยอดครั้งนี้ยังตอกย้ำว่า ความมั่นคงได้กลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของความสัมพันธ์อินเดีย–ออสเตรเลีย
ทั้งสองประเทศประกาศเจตนารมณ์ที่จะร่วมกันสนับสนุนอินโด-แปซิฟิกที่เสรี เปิดกว้าง มั่นคง และตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศซึ่งเป็นหลักการสำคัญของนโยบายต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย
แม้แถลงการณ์ร่วมจะไม่ได้กล่าวถึงจีนโดยตรง แต่เป็นที่เข้าใจกันว่าการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างออสเตรเลียกับอินเดียเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นในอินโด-แปซิฟิก ทั้งสองประเทศจึงให้ความสำคัญเรื่องการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี โดยเฉพาะในมหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญของโลก
เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว ทั้งสองประเทศตกลงขยายความร่วมมือในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางทะเล การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยเทคโนโลยีด้านกลาโหม การฝึกร่วมทางทหาร และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ความร่วมมือเหล่านี้สะท้อนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับออสเตรเลียได้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจ และกำลังก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบ
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ ความร่วมมือภายใต้กรอบ Quadrilateral Security Dialogue (Quad)
ประกอบด้วย ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา แม้ Quad จะไม่ใช่พันธมิตรทางทหารเหมือน NATO แต่ได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคง เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน การรับมือภัยพิบัติ และความมั่นคงทางไซเบอร์
อย่างไรก็ตาม ทั้งอินเดียและออสเตรเลียต่างย้ำว่า Quad ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเผชิญหน้าหรือสกัดกั้นประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นกลไกส่งเสริมความร่วมมือเพื่อรักษาเสถียรภาพของภูมิภาคและสนับสนุนระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์
แม้ทั้งสองประเทศจะมีผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น แต่ก็ยังมีความแตกต่างในบางประเด็น
อินเดียยังคงยึดหลัก Strategic Autonomy หรือการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างอิสระ โดยรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย รวมทั้งรัสเซีย ขณะที่ออสเตรเลียยังคงเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาผ่านกรอบต่าง ๆ ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับออสเตรเลียไม่ได้ตั้งอยู่บนการมีจุดยืนเหมือนกันทุกประการ หากแต่เป็นการแสวงหาความร่วมมือในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกัน
ในมิติที่กว้างขึ้น การเยือนของโมดีครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก ออสเตรเลียกำลังลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจต่อจีน และหันมากระชับความร่วมมือกับประเทศประชาธิปไตยในภูมิภาคมากขึ้น ขณะที่อินเดียกำลังขยายบทบาทของตนในฐานะมหาอำนาจที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดระเบียบของอินโด-แปซิฟิก
ฉะนั้นแล้ว ความร่วมมือระหว่างสองประเทศจึงไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์แบบทวิภาคีอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างอำนาจในภูมิภาค ซึ่งจะมีผลต่อทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และดุลอำนาจของเอเชียในระยะยาว
การเยือนออสเตรเลียของโมดีในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นมากกว่าความสำเร็จทางการทูตระยะสั้น หากเป็นการยืนยันว่า อินเดียและออสเตรเลียได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรสำคัญ
ผลลัพธ์ของการประชุมสะท้อนว่า ทั้งสองประเทศกำลังสร้างความร่วมมือที่มีเป้าหมายระยะยาว
ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานผ่านความร่วมมือด้านยูเรเนียมและพลังงานสะอาด การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ การขยายการค้าและการลงทุน ตลอดจนการยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงทางทะเล สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจเข้ากับความมั่นคงอย่างแยกไม่ออก
สำหรับออสเตรเลีย อินเดียกำลังกลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้น ขณะที่อินเดียมองออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการเสริมสร้างศักยภาพทางเทคโนโลยีของตนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังมีความท้าทาย ทั้งการผลักดันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ความแตกต่างด้านนโยบายต่างประเทศในบางประเด็น รวมถึงการบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ความสำเร็จของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของทั้งสองประเทศในการบริหารความแตกต่าง ควบคู่ไปกับการขยายความร่วมมือในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
ในภาพรวม การเยือนครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ในอินโด-แปซิฟิก ซึ่งความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงาน เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ความร่วมมือระหว่างอินเดียกับออสเตรเลียจึงเป็นตัวอย่างของการที่ประเทศขนาดกลางและมหาอำนาจระดับภูมิภาคกำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ของโลก
ท้ายที่สุด การเยือนออสเตรเลียของโมดีไม่เพียงสะท้อนถึงความใกล้ชิดของสองประเทศ หากยังแสดงให้เห็นถึงการก่อตัวของการบรรจบกันทางยุทธศาสตร์ระหว่างอินเดียและออสเตรเลีย ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าการเป็นพันธมิตรแบบดั้งเดิม หากทั้งสองประเทศสามารถผลักดันข้อตกลงที่ได้ประกาศไว้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ความสัมพันธ์นี้ย่อมมีศักยภาพที่จะกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของสถาปัตยกรรมความมั่นคงและเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในทศวรรษข้างหน้า
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [11 ก.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




