Updates / ปกิณกะอินเดีย
พรหมาปกรณัม จากคติฮินดูสู่คติพุทธเถรวาท

พรหมาปกรณัม จากคติฮินดูสู่คติพุทธเถรวาท
💡 เพลง Shree Brahma Chalisa
- เพลงที่ได้รับฟังไปนั้นเป็นบทสวดภาวนาภาษาฮินดี ที่เรียกว่า Shree Brahma Chalisa ใช้สวดภาวนาเพื่อสรรเสริญคุณของพระพรหม หนึ่งในสามเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดู ที่คนไทยรู้จักกันในนามว่า “ตรีมูรติ” อันประกอบด้วยพระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม คำว่า “จาลีสา” (Chalisa) มีรากศัพท์จากคำว่า จาลีส ที่แปลว่าจำนวนสี่สิบ ทั้งนี้เพราะบทสวดประเภทจาลีสาจะประกอบไปด้วยโศลกจำนวนสี่ลิบโศลก เทพแต่ละองค์ก็จะมีบทจาลีสาขององค์นั้นเอง บทจาลีสาบทหนึ่งที่คุ้นเคยกันดีและเป็นที่ชื่นชอบของคนจำนวนมากก็คือบท “หนุมานจาลีสา” นั่นเอง
- บทศรีพรหมาจาลีสานี้ ฉบับที่เราเปิดไปเป็นฉบับประกอบเพลงที่มีจังหวะเร็ว จากเสียงร้องของ ราหุล ปฐัก (Rahul Pathak) และดนตรีโดย ปราโมท สิงห์ (Pramod Singh) เผยแพร่ในช่องยูทูบที่ชื่อ ภักติภชันมันตรา (Bhakti Bhajan Mantra) ซึ่งให้บริการเพลงภชันไว้ดาวน์โหลดไปฟัง อันเป็นวิถีชีวิตและรสนิยมปกติของชาวฮินดูจำนวนมากในอินเดีย เป็นต้นว่าเวลารถติด เวลาออกกำลังกาย เวลาทำสวน เวลาจิบกาแฟ หลายคนก็อาจจะเปิดเพลงภชันไปด้วยแทนที่จะเป็นพวกเพลงป๊อป เพลงแจ๊ส แบบตะวันตก
พระพรหม (นาที 4.15)
- แน่นอนว่าเพลงที่เราเลือกมาเปิดนั้น เกี่ยวข้องกับหัวข้อรายการวันนี้ ด้วยความที่พวกเราเป็นคนไทย อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย ส่วนมากคงจะคุ้นเคยกับภาพหนึ่ง กล่าวคือ “ศาลพระพรหม” ที่มักจะประดิษฐานอยู่ตามหัวมุมถนน หน้าอาคารสูง ๆ หรือแม้แต่ตรงป้อมยามในหมู่บ้าน แทบจะทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยศาลพระพรหม ลักษณะของพระพรหมที่คุ้นเคยกันจะเป็นเทพมีสี่พระพักตร์และแปดพระกร
- พระพรหมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดองค์หนึ่งในกรุงเทพฯ คือ “พระพรหมเอราวัณ” ณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ที่มีชาวต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีนแวะเวียนมากราบไหว้กันไม่ขาดสาย และมักจะเรียกกันติดปากว่า 四面佛 (พุทธสี่หน้า) ซึ่งพระพรหมองค์นี้ถือเป็นองค์แม่แบบให้หลาย ๆ ที่จำลองไปประดิษฐานในสถานที่ของตนด้วย
- นอกจากนี้พระพรหมอีกองค์ที่สำคัญก็คือองค์ที่ประดิษฐานอยู่ในซุ้มกลางแจ้ง หน้าเทวาลัยพระอิศวร ณ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า กรุงเทพฯ เป็นพระพรหมที่มีลักษณะงดงามอีกองค์หนึ่ง
- แต่ที่น่าสนใจคือ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ซึ่งเป็นสถานบูชาในไศวนิกาย สร้างเทวาลัยสามหลังแก่เทพสามองค์คือ พระพิฆเนศ พระอิศวร และพระนารายณ์ แต่พระพรหมนั้นหาได้ประดิษฐานในเทวาลัยของพระองค์เองไม่ ซึ่งสอดคล้องกับคติฮินดู ที่มักจะไม่มีเทวสถานสำหรับพระพรหมโดยจำเพาะ ซึ่งต่างกับคติของชาวไทยที่บูชาพระพรหมกันทุกที่ ดังเราจะได้กล่าวถึงที่มาที่ไปกันในภายหลัง
พระพรหมตามคติฮินดู
- ก่อนอื่นเราต้องกล่าวถึงต้นทางก่อนก็คือ พระพรหมตามคติฮินดู พระนามของพระพรหมในภาษาสันกฤตคือ ब्रह्मा (Brahma) หรือพรหมา แม้ว่าตัวอักษรจะดูเหมือนจะสะกด ห ไว้ก่อน ม แต่การออกเสียงจริงจะพ่นลมตามหลัง ม
- คติฮินดูนับถือกันว่า พระพรหมคือมหาเทพผู้สร้างจักรวาล และยังเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคัมภีร์พระเวท อันเป็นความรู้ที่สมบูรณ์ รูปลักษณ์ที่นิยมนับถือกันจะเป็นบุรุษชรามีหนวดเคราสีขาวเพราะถือว่าทรงดำรงอยู่มาเนิ่นนาน มีสี่พระพักตร์ โดยทั่วไปมีสี่พระหัตถ์ แต่บางรูปอาจมีได้หกถึงแปด ทรงคัมภีร์พระเวท ดอกบัว สายประคำ และหม้อน้ำ ประทับบนดอกบัวใหญ่เป็นบัลลังก์ ทรงหงส์ขาวเป็นเทพพาหนะ และมีพระชายาได้แก่พระแม่สรัสวดี ผู้เป็นเทพีแห่งศิลปวิทยาการและวาทศิลป์ทั้งปวง
คติการสร้างจักรวาลของพระพรหม
- ในพรหมาณฑปุราณะ (Brahmanda Purana) กล่าวว่า เดิมทีสิ่งที่ดำรงอยู่มีเพียงอนันตสมุทรซึ่งมีภาวะนิรันดร และจากอนันตสมุทรนี้เอง มีไข่ทองคำที่ชื่อ หิรัณยครรภะ (Hiranyagarbha) ผุดขึ้นมา พระพรหมทรงถือกำเนิดพระองค์เองขึ้นในไข่ฟองนี้ จึงได้พระนามว่า สวยัมภู (Svayambhu) คือผู้เกิดเอง ครั้นเมื่อไข่แตกออก พระพรหมก็ทรงแยกฟ้าดินและนิรมิตทุกสิ่งในจักรวาลตามมา และจากนั้นก็ทรงบังเกิดคนและสัตว์ทั้งปวง เมื่อจักรวาลดำรงอยู่จนกระทั่งสูญสลายไปรอบหนึ่ง ก็จะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้อีกเรื่อยไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นอนันต์
- จากความเชื่อที่ว่าพระพรหมทรงนิรมิตทุกอย่างรวมทั้งมนุษย์และสัตว์ทุกรูปนามด้วยนี้ จึงถือกันว่าสรรพชีวิตตกอยู่ในข่ายพระญาณของพระองค์ ชะตาของทุกตัวสัตว์จะถูกพระพรหมลิขิตไว้ที่หน้าผากตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่หลุดพ้นจากชะตาอันนี้ไปได้ ซึ่งเป็นคติที่คนไทยเองก็นิยมนับถือกันมาก
- ดังที่ปรากฏในเพลงดังอย่าง “พรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพบกันทันใด ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล พรหมลิขิตดลจิตใจ ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ ฯลฯ”
พระพรหมเกี่ยวข้องกับการกำเนิดวรรณะด้วย
มีคติว่าพระพรหมทรงสร้างบุคคลในวรรณะต่าง ๆ จากอวัยวะแต่ละส่วนของพระองค์ ได้แก่ พราหมณ์เกิดจากพระโอษฐ์คือปาก, กษัตริย์เกิดจากพระอุระคือทรวงอกหรือบางตำราว่าเกิดจากพระพาหาคือแขน, แพศย์เกิดจากพระอูรุคือต้นขา และศูทรเกิดจากพระบาทคือเท้า ด้วยเหตุนี้จึงมีหน้าที่และฐานะแตกต่างกัน แน่นอนว่าพราหมณ์ต้องมีเกียรติสูงสุดเพราะเกิดมาจากพระโอษฐ์ของพระพรหมจึงเป็นผู้สาธยายพระเวท
คำว่า พรหม ในศาสนาฮินดูยังสามารถแบ่งได้เป็นสองนัย
- นัยแรกคือเทพผู้มีลักษณะเป็นบุคคล มีนามว่า พรหมา ดังที่ได้กล่าวมา ซึ่งเรียกได้อีกว่า สคุณพรหม (Sagunabrahma) หมายถึงพรหมที่ประกอบด้วยคุณลักษณ์หรือรูปร่าง
- อีกนัยหนึ่งคือสิ่งสูงสุดหรือไร้รูปลักษณ์และมิอาจประมาณหรือหยั่งถึงได้ ซึ่งเรียกว่าพรหมัน ปรมาตมัน หรือ นิรคุณพรหม (Nirgunabrahma)
พระพรหมในสมัยปุราณะ ซึ่งเกิดหลังยุคพระเวท เริ่มมีสถานะที่ตกต่ำลงจากแต่ก่อน
ทรงเป็นผู้สร้างเท่านั้น แต่ไม่รักษาหรือทำลายสิ่งใด หน้าที่การปกปักรักษาเป็นของพระวิษณุ และหน้าที่การทำลายเป็นของพระศิวะ มหาเทพทั้งสององค์หลังนี้ ภายหลังมีบทบาทและเป็นที่สักการะมากขึ้น จนเกิดสองนิกายคือไศวะและไวษณพ ซึ่งนับถือพระศิวะและพระวิษณุเป็นเทพสูงสุดตามลำดับ และสองนิกายนี้ต่างก็มีตำนานว่าเทพสูงสุดของตนเป็นผู้สร้างพระพรหมขึ้นมาอีกทีก่อนที่พระพรหมจะนิรมิตสิ่งอื่นต่อ เช่นในนิกายไวษณพกล่าวถึงการที่พระพรหมทรงเกิดในดอกบัวที่ผุดจากพระนาภี (สะดือ) ของพระวิษณุ เป็นต้น
ไม่เพียงแต่พระพรหมแทบจะไม่มีผู้บูชา ซ้ำร้ายยังมีตำนานที่แต่งให้พระพรหมมีบทบาทเป็นตัวโกงอีกด้วย
- เรื่องดังกล่าวนี้ มักจะถือกันว่าเป็นตำนานที่มาของการที่พระพรหมต้องกลายเป็น “เจ้าไม่มีศาล” ในเวลาต่อมานั่นเอง
- กล่าวคือ ในสมัยหนึ่ง พระพรหมกับพระวิษณุได้ทรงถกเถียงกันว่าผู้ใดจะทรงอำนาจสูงสุด ต่อหน้ามหาเทพทั้งสองย่อมไม่มีเทพองค์ใดจะกล้าเข้ามาขัดขวางได้ พระศิวะจึงต้องเป็นผู้ไกล่เกลี่ย โดยทรงนิรมิตพระองค์เป็น ชโยติรลึงค์ (Jyotirlingam) คือเสาเพลิงอันรุ่งโรจน์ที่หาต้นปลายมิได้ และตรัสแก่เทพทั้งสองว่าผู้ใดหาต้นหรือปลายของเสาเพลิงได้ก็จะเป็นผู้ชนะ
- พระพรหมได้นิรมิตกายเป็นหงส์ บินขึ้นไปทางเบื้องบน และพระวิษณุนิรมิตกายป็นวราหะคือหมูป่า มุดลงไปเบื้องล่าง แต่ไม่ว่ามหาเทพทั้งสองจะเดินทางเป็นระยะทางเท่าใดก็ไม่พบจุดสิ้นสุดของเสาเพลิงนั้นเลย ทว่าในระหว่างทางที่พระพรหมกำลังบินขึ้นไปนั้นเอง ได้พบกับดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า เกตะกี (Ketaki) ซึ่งร่วงลงมาจากเบื้องบนยอดเสาเพลิง พระพรหมจึงนัดกับดอกเกตะกีให้ช่วยเป็นพยานเท็จว่า พระพรหมได้ดอกไม้มาจากยอดเสาเพลิง
- ครั้นแล้วพระพรหมก็นำดอกไม้นั้นไปอวดกับพระวิษณุว่า ตนพบปลายยอดเสาแล้ว ทันใดนั้นเอง เสาเพลิงชโยติรลึงค์ก็กลับคืนรูปเป็นพระศิวะดังเดิม พระพรหมกับพระวิษณุจึงก้มลงนมัสการยอมรับในอำนาจสูงสุดของพระศิวะ ซึ่งได้เทศนาเทพทั้งสองว่า แท้ที่จริงแล้วทั้งสองก็ถือกำเนิดมาจากพระองค์ทั้งสิ้น และได้แยกออกมาเป็นสามองค์ตามหน้าที่ จากนั้นเพื่อลงโทษพระพรหมผู้ทรงไว้ซึ่งความอหังการและทำลายความสัตย์ พระศิวะได้นิรมิตพระองค์เป็นไภรวะ ตัดเศียรที่ห้าของพระพรหมออกจนเหลือแค่สี่ดังที่เห็นในปัจจุบัน และสาปว่าด้วยเหตุที่พระพรหมอาสัตย์ในการแข่งขัน ต่อจากนี้ไปจะไม่มีใครบูชาพระพรหมในมณเฑียร ทั้งยังสาปดอกเกตะกีให้เป็นดอกไม้ต้องห้ามสำหรับบูชาพระองค์ เว้นแต่ในคืนศิวราตรีเท่านั้นที่พระองค์จะให้อภัย และให้เอาดอกเกตะกีบูชาได้
- ตำนานดังกล่าวเป็นผลพวงจากการเสื่อมความนิยมในพระพรหมหลังจากยุคพระเวท และในปัจจุบัน มณเฑียรหรือเทวสถานที่อุทิศแด่พระพรหมโดยเฉพาะก็มีเหลือน้อยมากในอินเดีย แห่งที่สำคัญที่สุดมีชื่อว่า ชคัตปิตาพรหมามณเฑียร (Jagat Pita Brahma Mandir) ซึ่งคำว่า ชคัตปิตา มีความหมายว่า บิดาแห่งโลก นั่นเอง ตั้งอยู่ในเมืองปุษกร (Pushkar) ใกล้ทะเลสาบชื่อเดียวกัน ในมลรัฐราชสถานปัจจุบัน
แม้แต่สาเหตุที่มีวัดพระพรหมอยู่ในเมืองนี้ก็ยังมีตำนานรองรับ ซึ่งในตำนานนี้ พระพรหมก็เป็นตัวโกงอีกเช่นเคย
- จะขอเล่าแต่เพียงย่อ ๆ ว่า เหตุการณ์เกิดจากการที่พระพรหมทรงไปประกอบพิธียัชญะ (yajna) ที่ริมทะเลสาบปุษกร และการจะประกอบพิธีนั้นก็จะต้องมีพระชายาไปประทับด้วย แต่ในคราวนั้นพระแม่สรัสวดีหรือในตำนานท้องถิ่นราชสถานเรียกว่าพระแม่สาวิตรี กำลังรอพระแม่ลักษมี พระแม่ปารวตี และพระแม่อินทราณี ซึ่งเป็นชายาพระวิษณุ พระศิวะ และพระอินทร์ตามลำดับ ให้เสด็จไปด้วยกัน จึงยังไม่ไปปรากฏในพิธี พระพรหมเลยไปหาหญิงสาวนางหนึ่งชื่อคายตรี (Gayatri) มาเข้าพิธีแทนเสียเลย ในที่สุดพอพระแม่สาวิตรีมาถึงพิธีก็ทรงพระหึงมาก และสาปพระพรหมให้ไม่มีใครบูชา แต่สักพักก็พระทัยอ่อนเกิดสงสาร จึงยอมให้มีที่บูชาเฉพาะที่เมืองปุษกรเท่านั้น
- วัดแห่งนี้มีผู้แสวงบุญ นักบวช และฤๅษีมาเยี่ยมเยียนมากมาย หลังจากอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ในทะเลสาบปุษกร ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องไปสักการะวัดพระพรหม ตามด้วยไปสักการะชายาของพระองค์คือพระนางคายตรี จากนั้นจึงไปเยี่ยมชมวัดอื่น ๆ ตามแต่สะดวก ในแต่ละวันมีการประกอบพิธีอารตี 3 ครั้งในวัด ได้แก่ สนธยาอารตี (Sandhya Arti) ในตอนเย็นประมาณ 40 นาทีหลังพระอาทิตย์ตก ราตรีศยานอารตี (Raatri Shayan Arti) ช่วงกลางดึกประมาณ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืนแล้วแต่ฤดูกาล และมงคลอารตี (Mangal Arti) ในตอนเช้ามืดประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
- นักบวชที่วัดพระพรหมจะปฏิบัติตามแบบแผนทางศาสนาอย่างเคร่งครัด บุรุษที่แต่งงานแล้วไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องศักดิ์สิทธิ์เพื่อสักการะเทพเจ้า มีเพียงสันยาสี (นักบวช) เท่านั้นที่สามารถกระทำได้ ดังนั้นเครื่องบูชาทั้งหมดจากผู้แสวงบุญจึงต้องถวายจากห้องโถงด้านนอกของวัดผ่านนักบวชที่เป็นสันยาสี โดยทั่วไปแล้ว นักบวชของวัดแห่งนี้จะอยู่ในตระกูลปราศรโคตร (Parashar Gotra)
“พระพรหมตามคติพุทธศาสนาเถรวาท” แตกต่างกับ “พระพรหมของฮินดู”
- ทุกเรื่องที่กล่าวมาคือเรื่องของพระพรหมตามคติฮินดู แต่หากจะถามว่า เป็นองค์เดียวกับพระพรหมที่เราบูชากันทั่วบ้านทั่วเมืองหรือไม่ จะขอตอบโดยย่อที่สุดว่า ไม่ใช่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความกระจ่างก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พระพรหมตามคติพุทธศาสนาเถรวาทนั้นแตกต่างกับพระพรหมของฮินดูอย่างไร
- ตามคติพุทธเถรวาท พระพรหมหาได้มีเพียงองค์เดียวรวมทั้งหาเป็นผู้สร้างโลกนี้ไม่ คำว่า “พรหม” จัดเป็นระดับชั้นของสัตว์ในวัฏสงสารชั้นหนึ่ง ซึ่งมีสถานะสูงส่งกว่าเทวดาในชั้นกามาพจร อันหมายถึงเทวดาที่ยังข้องแวะกับกามตัณหาทั่วไป การจะเข้าถึงความเป็นพรหมนั้น ก่อนที่จะจุติจากภพภูมิเดิม ผู้นั้นจะต้องสำเร็จฌานสมาบัติและยึดเอาฌานนั้นเป็นอารมณ์ไปปฏิสนธิในพรหมโลก
- พรหมโลกตามคติพุทธแบ่งเป็นสองชนิดคือ รูปพรหม มี 16 ชั้น หรือที่ในวรรณกรรมเก่า ๆ มักเรียกว่า “โสฬสพรหม” [โส-ลด-สะ-พรม] ซึ่งเป็นที่บังเกิดของพรหมมีรูปร่าง ซึ่งมาจากผู้สำเร็จฌานสมาบัติตั้งแต่ปฐมฌานไปถึงจตุตถฌาน รวมถึงระดับพรหมสุทธาวาสคือพระอนาคามี และชนิดที่สองเรียกว่า อรูปพรหม มี 4 ชั้น เป็นที่บังเกิดของพรหมไม่มีรูปร่าง มีแต่จิตแผ่ซ่านไปในอารมณ์ฌาน เกิดจากผู้ที่สำเร็จอรูปฌานสมาบัติที่ยึดเอาความว่างเปล่าของรูปเป็นที่ตั้ง
- ถึงแม้ว่าพรหมทั้งหลายจะมีอายุยืนยาวนับกัปกัลป์ เพราะอำนาจกำลังฌานที่ตนบำเพ็ญมา แต่ก็หาได้หลุดพ้นจากวัฏสงสารไม่ เมื่อถึงอายุขัยก็มีอันต้องจุติจากพรหมโลก กลับเข้าสู่วัฏสงสารเยี่ยงสัตว์ทั่วไปตามเดิม โดยนัยนี้ พรหมในคติพุทธจึงเป็นสามัญสัตว์จำพวกหนึ่งที่มีได้หลายองค์ มิใช่องค์เดียวอย่างในศาสนาฮินดู
- พรหมองค์หนึ่งที่เป็นที่รู้จักดีในตำนานพุทธ มีพระนามว่า ท้าวสหัมบดีพรหม ตำนานว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเพิ่งตรัสรู้ พระองค์เกิดดำริว่า ธรรมของพระองค์เป็นข้อลึกซึ้ง ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจตาม พระองค์จึงไม่ประสงค์จะแสดงธรรม ท้าวสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระพุทธเจ้าจึงรีบลงมาทูลขออาราธนาให้พระองค์โปรดเวไนยสัตว์ ดังสำนวนบทอาราธนาธรรมที่พวกเรารู้จักกันดี ดังนี้
พฺรหฺมา จ โลกาธิปตี สหฺมปติ กตญฺชลี อนธิวรํ อยาจถสนฺตีธ สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา เทเสหิ ธมฺมํ อนุกมฺปิมํ ปชํ ฯ- ความว่า แลท่านท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นอธิบดีในโลก ได้ประณมอัญชลี ทูลวิงวอน[พระพุทธเจ้า]ผู้ไม่มีใครประเสริฐยิ่งกว่า [ว่า] สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลี(กิเลส)ในดวงตาแต่เพียงน้อยยังมีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์ได้ทรงโปรดอนุเคราะห์แสดงธรรมแก่หมู่สัตว์นี้ เทอญฯ
- ผลจากการทูลวิงวอนของท้าวสหัมบดีพรหมเพียงครั้งเดียวนี้ ทำให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ต่อมาตลอด 45 พรรษา ตราบจนเสด็จดับขันธปรินิพพาน คติพุทธเถรวาทจึงถือว่าท้าวสหัมบดีพรหมเป็นผู้จุดประกายและธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา รูปท้าวมหาพรหมที่แพร่หลายทั่วในบ้านเรา รวมทั้งที่ราชประสงค์ด้วย แท้ที่จริงก็คือท้าวสหัมบดีพรหมนั่นเอง ยกเว้นที่ประดิษฐานตามวัดฮินดูหรือเทวสถานโบสถ์พราหมณ์
เรื่องพรหมในคติไทยยังมีอีกหลายองค์
- ท้าวพกะพรหม ผู้อหังการและเข้าใจผิดว่าตนคือผู้ทรงอำนาจเหนือจักรวาล จนพระพุทธเจ้าต้องเสด็จไปทรมานให้ละเสียซึ่งมิจฉาทิฏฐิ เรื่องราวของท้าวพกะพรหมนี้ได้รวมอยู่ในชยมงคลคาถาแปดบท ซึ่งคนนิยมเรียกว่าคาถาพาหุง
- ในตำนานเรื่องสงกรานต์ก็มี ท้าวกบิลพรหม ผู้พนันทายปัญหากับธรรมบาลกุมาร ใครแพ้ต้องตัดศีรษะ เกิดเป็นตำนานการแห่เศียรท้าวกบิลพรหมเวียนรอบจักรวาลในวันสงกรานต์
- ตลอดจนถึงชาติที่แปดในทศชาติชาดก นิทานเรื่องพระนารทพรหม ที่คนไทยเก่า ๆ ชอบเรียกว่า พระพรหมนารอด เสด็จมาโปรดพระเจ้าอังคติราชให้ละมิจฉาทิฏฐิ แต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่แสดงคติอันแตกต่างจากต้นทางในศาสนาฮินดูเป็นอย่างมาก
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [29 ส.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




