กลับไปหน้า Updates
Updates / ปกิณกะอินเดีย
อินเดีย–ญี่ปุ่น: ความร่วมมือทางทะเลกับภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ในอินโด-แปซิฟิก

อินเดีย–ญี่ปุ่น: ความร่วมมือทางทะเลกับภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ในอินโด-แปซิฟิก
เพลง Kadam Kadam Badhaye Ja (ก้าวต่อไป ก้าวต่อไปข้างหน้า)
- เดิมเป็นเพลงเดินแถวของ Indian National Army หรือ INA ภายใต้การนำของ Netaji Subhas Chandra Bose ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในเวลานั้น INA ได้รับการสนับสนุนจากญี่ปุ่นในการต่อสู้กับอังกฤษ หลังจากอินเดียได้รับเอกราช เพลงนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางทหารของอินเดีย และปัจจุบันยังได้รับการบรรเลงโดยวงดุริยางค์ของกองทัพอินเดียในพิธีสำคัญต่าง ๆ
- ที่เลือกเปิดเพลงนี้ในวันนี้มีสองเหตุผลครับ เหตุผลแรก สืบเนื่องมาจากงานเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีการรื้อฟื้น ทุน Subhas Chandra Bose ขึ้นอีกครั้ง นับเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้เราได้หวนกลับมารำลึกถึงบุคคลสำคัญผู้นี้และความเชื่อมโยงระหว่างอินเดียกับไทย เหตุผลที่สอง คือเพลงนี้เชื่อมโยงกับเนื้อหาของรายการในวันนี้โดยตรง เพราะประวัติศาสตร์ของ Subhas Chandra Bose และ INA มีความเกี่ยวพันกับญี่ปุ่นอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่วันนี้เรากำลังพูดถึง ความสัมพันธ์อินเดียกับญี่ปุ่นในบริบทใหม่ นั่นคือความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลและภูมิรัฐศาสตร์ของ Indo-Pacific กล่าวได้ว่าเพลงนี้ช่วยเชื่อมโยง ความสัมพันธ์อินเดีย–ญี่ปุ่นจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน ได้อย่างน่าสนใจ
อินเดีย–ญี่ปุ่น: ความร่วมมือทางทะเลกับภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ในอินโด-แปซิฟิก (นาที 4.15)
- วันนี้เราทั้งสองใคร่ชวนท่านผู้ฟังออกจากแผ่นดินใหญ่ของอินเดีย แล้วหันมามองพื้นที่ที่มีความสำคัญต่ออินเดียมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ ทะเล
- วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายราชนาถ ซิงห์ (Rajnath Singh) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินเดีย และนายชินจิโร โคอิซูมิ (Shinjiro Koizumi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ได้พบหารือกันที่กรุงนิวเดลี และลงนามใน Memorandum of Arrangement on Maritime Security Cooperation หรือบันทึกความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลระหว่างอินเดียกับญี่ปุ่น
ข้อตกลงนี้วางกรอบความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างกองทัพเรืออินเดียกับกองทัพเรือญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Japan Maritime Self-Defense Force หรือ JMSDF
- ข้อตกลงนี้ครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การค้นหาและช่วยเหลือ การบรรเทาภัยพิบัติ การฝึกร่วม การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ การใช้ท่าเรือและสถานที่ซ่อมบำรุง รวมถึงความร่วมมือด้านการต่อเรือและเทคโนโลยีทางทหาร
- ข่าวนี้จึงมีความหมายมากกว่าความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือสองประเทศ เพราะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยสามประการ คือ 1. อินเดียให้ความสำคัญกับทะเลมากขึ้น 2. ญี่ปุ่นขยายบทบาทด้านความมั่นคงออกไปกว้างขึ้น 3. ภูมิภาค Indo-Pacific กำลังมีเครือข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคงที่หลากหลายมากขึ้น
คำถามสำคัญคือ ทำไมอินเดียกับญี่ปุ่นจึงต้องร่วมมือกันทางทะเล ทั้งที่ไม่มีพรมแดนติดกัน
คำตอบอยู่ที่ เส้นทางเดินเรือ - ญี่ปุ่นเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบจากต่างประเทศจำนวนมาก ขณะที่อินเดียตั้งอยู่ในตำแหน่งสำคัญของมหาสมุทรอินเดีย ใกล้เส้นทางเดินเรือที่เชื่อมตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก
- เส้นทางเหล่านี้เรียกว่า Sea Lines of Communication หรือ SLOCs ซึ่งก็คือเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
- ลองนึกภาพว่าเศรษฐกิจโลกมีระบบเส้นเลือดของตัวเอง เรือบรรทุกน้ำมัน ก๊าซ สินค้า อาหาร และวัตถุดิบต่าง ๆ เดินทางผ่านเส้นทางเหล่านี้ทุกวัน หากเส้นทางปลอดภัย เศรษฐกิจก็ดำเนินต่อไปได้ แต่หากเกิดสงคราม การปิดช่องแคบ การวางทุ่นระเบิด หรือการโจมตีเรือ ผลกระทบสามารถกระจายไปทั่วโลก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมอินเดียกับญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการรักษา SLOCs ให้เปิดกว้างและปลอดภัย
อีกองค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงคือ Maritime Domain Awareness หรือ MDA
- อธิบายให้ง่ายที่สุด MDA คือ การรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในทะเล เช่น มีเรืออะไรอยู่ตรงไหน กำลังเดินทางไปที่ใด มีพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ มีการทำประมงผิดกฎหมายหรือการลักลอบขนสินค้าหรือไม่
- ทะเลมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ไม่มีประเทศใดสามารถเฝ้าระวังทุกพื้นที่ได้ด้วยตนเอง การแบ่งปันข้อมูลจึงมีความสำคัญมาก
- คำว่า maritime security หรือความมั่นคงทางทะเลก็ไม่ได้หมายถึงการทำสงครามเพียงอย่างเดียว ข้อตกลงนี้ยังครอบคลุม Search and Rescue หรือ SAR การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย และ Humanitarian Assistance and Disaster Relief หรือ HADR หรือการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ
- ภูมิภาค Indo-Pacific ต้องเผชิญทั้งสึนามิ พายุไซโคลน ไต้ฝุ่น และแผ่นดินไหวอยู่เสมอ กองทัพเรือจึงมีบทบาทสำคัญในการขนส่งอาหาร น้ำ ยา เครื่องจักร และบุคลากรเข้าสู่พื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ ทุ่นระเบิดทางทะเล
- แม้ทุ่นระเบิดทางทะเลจะดูเหมือนอาวุธแบบเก่า แต่ยังมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มาก เพราะหากมีการวางทุ่นระเบิดในช่องแคบ ทางเข้าออกท่าเรือ หรือเส้นทางเดินเรือสำคัญ ก็สามารถทำให้การเดินเรือหยุดชะงักได้
- ดังนั้น Mine Countermeasures หรือ MCM จึงหมายถึงความสามารถในการค้นหา ตรวจจับ และกำจัดทุ่นระเบิดทางทะเล ซึ่งอินเดียกับญี่ปุ่นตกลงจะเพิ่มความร่วมมือด้านนี้มากขึ้น
- ความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเริ่มในปีนี้ แต่มีพัฒนาการต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว นอกจากนี้ อินเดียกับญี่ปุ่นยังมองไปถึงความร่วมมือด้าน การต่อเรือและการออกแบบเรือด้วย
- หากจะขยายความก็คือ ญี่ปุ่นมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี ขณะที่อินเดียมีฐานการผลิตขนาดใหญ่และนโยบาย Make in India ทั้งสองประเทศจึงกำลังศึกษาว่าจะนำเทคโนโลยีของญี่ปุ่นมารวมกับความสามารถด้านการผลิตของอินเดียได้อย่างไร
- อีกโครงการหนึ่งคือ UNICORN integrated communications antenna system หรือระบบเสาอากาศสื่อสารแบบบูรณาการสำหรับเรือรบ ซึ่งมีความสำคัญเพราะถือเป็นโครงการถ่ายโอนยุทโธปกรณ์ด้านกลาโหมโครงการแรกระหว่างญี่ปุ่นกับอินเดีย
- แต่การมีเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่เพียงพอ กองทัพของสองประเทศต้องสามารถทำงานร่วมกันได้จริง หรือที่เรียกว่า interoperability
- อินเดียกับญี่ปุ่นมีการฝึกร่วมทางทะเลที่เรียกว่า JAIMEX หรือ Japan-India Maritime Exercise และกำลังเพิ่มความซับซ้อนของการฝึก รวมถึงการใช้ระบบไร้คนขับมากขึ้น
- ดังนั้นภาพที่เราเห็นจึงไม่ใช่เฉพาะความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือ แต่เป็นความสัมพันธ์ด้านกลาโหมที่กำลังขยายไปทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ
คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความร่วมมือทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะจีนหรือไม่
- คำตอบคือ จีนเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบาย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด อินเดียกับญี่ปุ่นไม่ได้ระบุชื่อจีนโดยตรง แต่ทั้งสองประเทศคัดค้านการกระทำที่คุกคามเสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือและการบิน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมด้วยกำลังหรือการบีบบังคับ
- เราไม่ควรมองเรื่องนี้เพียงในกรอบ India and Japan versus China เพราะข้อตกลงยังครอบคลุมการค้นหาและช่วยเหลือ การรับมือภัยพิบัติ การแบ่งปันข้อมูล การซ่อมเรือ และการรักษาเส้นทางเดินเรือ
- ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้จึงมีทั้งมิติของดุลอำนาจ และมิติของการสร้าง ประโยชน์ร่วมกันในภูมิภาค
อีกเรื่องที่สำคัญคือ อินเดียกับญี่ปุ่นไม่ได้ต้องการจำกัดความร่วมมือไว้เพียงสองประเทศ
- ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ อินเดีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซียได้จัดการฝึกทางเรือร่วมกันแบบสามฝ่ายเป็นครั้งแรก และทั้งสองประเทศยังต้องการเพิ่มความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างความมั่นคงของ Indo-Pacific กำลังมีลักษณะเป็นเครือข่าย
- ญี่ปุ่นมีพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ขณะที่อินเดียยังรักษา strategic autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ แต่ทั้งสองประเทศยังสามารถร่วมมือกัน รวมถึงร่วมมือกับสหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ ได้ในเวลาเดียวกัน
แล้วอาเซียนและไทยอยู่ตรงไหน
- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ตรงกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทั้งช่องแคบมะละกา ทะเลอันดามัน และทะเลจีนใต้ ล้วนเป็นพื้นที่สำคัญของเส้นทางเดินเรือระหว่างสองมหาสมุทร ดังนั้นความมั่นคงของ SLOCs ที่อินเดียและญี่ปุ่นกำลังพูดถึงจึงเกี่ยวข้องกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยตรง
- สำหรับ ASEAN คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า จีนคิดอย่างไร หรือสหรัฐอเมริกาคิดอย่างไร แต่คือ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทำอย่างไรให้ความร่วมมือเหล่านี้ช่วยรักษาทะเลให้เปิดกว้าง ปลอดภัย และมีเสถียรภาพ โดยไม่ทำให้ภูมิภาคถูกแบ่งออกเป็นค่าย
- หากความร่วมมือทางทะเลสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกัน เช่น Search and Rescue, HADR, Maritime Domain Awareness การต่อต้านโจรสลัด และความปลอดภัยในการเดินเรือ ประเทศ ASEAN ก็สามารถมีส่วนร่วมได้โดยไม่จำเป็นต้องมองทุกเรื่องผ่านกรอบของการเลือกข้าง
สุดท้าย ข้อตกลงนี้บอกอะไรสำคัญเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของอินเดีย
- อินเดียกำลังสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ลึกซึ้งขึ้นกับญี่ปุ่น แต่ไม่ได้หมายความว่าอินเดียกำลังกลายเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการของญี่ปุ่น ทั้งสองประเทศยังย้ำถึงการเคารพ sovereign choices หรือสิทธิของแต่ละประเทศในการกำหนดทางเลือกด้านนโยบายของตนเอง
- สำหรับอินเดีย นี่สอดคล้องกับแนวคิด strategic autonomy
- อินเดียสามารถร่วมมือกับญี่ปุ่นในมหาสมุทรอินเดีย ร่วมมือกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลียใน Quad ร่วมมือกับ ASEAN และในขณะเดียวกันก็ยังรักษาความสามารถในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของตนเอง
- หากจะสรุปเรื่องของวันนี้ให้สั้นที่สุด ความร่วมมือทางทะเลระหว่างอินเดียกับญี่ปุ่นไม่ได้มีเพียงเรื่องเรือรบหรือการฝึกร่วม แต่กำลังขยายไปสู่การแบ่งปันข้อมูล การรับมือภัยพิบัติ การซ่อมเรือ การต่อเรือ เทคโนโลยี และความร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ และสิ่งนี้สะท้อนว่า มหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ อินเดียกับญี่ปุ่นกำลังพบว่าทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันมากขึ้น แม้พื้นฐานทางยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศจะแตกต่างกัน
- อินเดียยังคงให้ความสำคัญกับ strategic autonomy หรือการรักษาความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ไม่ต้องการผูกมัดตนเองกับระบบพันธมิตรทางทหารอย่างเป็นทางการ
- ญี่ปุ่นแตกต่างออกไป เพราะญี่ปุ่นมีพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐอเมริกามายาวนาน และความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังคงเป็นเสาหลักของนโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่น
- แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จุดยืนพื้นฐานจะแตกต่างกัน อินเดียกับญี่ปุ่นกลับมองเห็น ผลประโยชน์ร่วมกัน มากขึ้น ทั้งเรื่องความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ ความมั่นคงของ Indo-Pacific การรับมือภัยพิบัติ เทคโนโลยีทางทหาร และการรักษาดุลอำนาจในภูมิภาค
เกิดคำถามที่น่าคิดต่อว่า เรากำลังเห็น อินเดียกับญี่ปุ่นเริ่มคิดและลงมือทำอะไรด้วยกันมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่มหรือเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่องหรือไม่
- คำถามนี้ยิ่งมีความสำคัญภายใต้นโยบาย America First ของประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งเน้นให้พันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ รับผิดชอบต่อความมั่นคงของตนเองมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการแบ่งเบาภาระ หรือ burden-sharing มากขึ้น นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งจึงเห็นว่าแนวทางดังกล่าวสร้างความไม่แน่นอนให้กับพันธมิตรในเอเชีย แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังไม่ได้ถอนตัวออกจาก Indo-Pacific ก็ตาม
- ในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นสัญญาณของความไม่แน่นอนนี้ชัดขึ้น เมื่อทรัพยากรทางทหารของสหรัฐฯ บางส่วนถูกโยกไปยังตะวันออกกลาง ขณะที่วอชิงตันยังเรียกร้องให้พันธมิตรในเอเชียรับภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้ประเทศอย่างญี่ปุ่นต้องคิดมากขึ้นว่า หากในอนาคตสหรัฐฯ ไม่สามารถหรือไม่ต้องการแบกรับภาระในภูมิภาคในระดับเดิม ประเทศในเอเชียควรทำอะไรด้วยตนเองมากขึ้น
- ตรงนี้เองที่ความร่วมมืออินเดีย-ญี่ปุ่นมีความหมายมาก มันไม่ได้แปลว่าญี่ปุ่นกำลังจะเลิกพึ่งพาสหรัฐฯ และไม่ได้หมายความว่าอินเดียกำลังจะละทิ้ง strategic autonomy แต่กำลังสะท้อนปรากฏการณ์ใหม่ที่สำคัญกว่า คือ ประเทศสำคัญในเอเชียกำลังเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันมากขึ้น โดยไม่ตั้งสมมติฐานว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องเป็นผู้จัดการความมั่นคงของภูมิภาคในทุกเรื่องเหมือนที่ผ่านมา
ดังนั้นความร่วมมือทางทะเลระหว่างอินเดียกับญี่ปุ่นอาจเป็นมากกว่าความร่วมมือของสองประเทศ
- มันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้นในเอเชีย ซึ่งประเทศในภูมิภาคเริ่มถามว่า หากสหรัฐอเมริกาหันมาให้ความสำคัญกับ Make America Great Again และผลประโยชน์ภายในประเทศมากขึ้น พวกเราจะสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคร่วมกันอย่างไร
- สำหรับอินเดีย คำตอบอาจยังคงเป็น strategic autonomy สำหรับญี่ปุ่น คำตอบยังคงรวมถึงพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่ทั้งสองประเทศกำลังค้นพบร่วมกันคือ พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีแนวคิดทางยุทธศาสตร์เหมือนกันทุกเรื่อง จึงจะสามารถร่วมมือกันในเรื่องที่มีผลประโยชน์ร่วมกันได้ และนี่อาจเป็นความสำคัญที่สุดของความร่วมมืออินเดีย-ญี่ปุ่นที่เรากำลังเห็นในวันนี้
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [22 ส.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




