Updates / รอบตัวเรา
เรียนรู้ AI ในวัยเกษียณ

เรียนรู้ AI ในวัยเกษียณ
เรียนรู้ AI ในวัยเกษียณ เพราะผู้สูงวัยเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับข้อมูลที่ AI สร้างขึ้นและการหลอกลวงรูปแบบใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก AI รู้เท่าทันการใช้ AI อย่างเข้าใจ และไม่หลงเชื่อง่าย (นาที 1.07)
AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันมานานแล้ว
ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในงานวิจัยหรือเทคโนโลยีเฉพาะทาง หากแต่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันโดยที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต ตั้งแต่การสแกนใบหน้าและลายนิ้วมือ การแปลงเสียงเป็นข้อความ ไปจนถึงเทคโนโลยี Generative AI อย่าง ChatGPT และ Gemini ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับ AI ได้ด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติ และนำไปใช้ค้นหาข้อมูลหรือช่วยทำงานในรูปแบบต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.พิตติพล ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ค่อย ๆ เข้ามาอยู่รอบตัวเราเป็นเวลานานแล้ว เพียงแต่เทคโนโลยีในช่วงหลังทำให้ผู้คนสัมผัสและใช้งาน AI ได้โดยตรงมากขึ้น
ความสะดวกของ AI มาพร้อมกับสิ่งที่ต้องตรวจสอบ
แม้ AI จะสามารถตอบคำถามและสื่อสารกับผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่ความ “แนบเนียน” ของคำตอบก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะ AI อาจให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนโดยผู้ใช้ไม่รู้ตัว เช่น ข้อมูลสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หรือข้อมูลบางเรื่องที่ AI นำมาประมวลผลจากข้อมูลเพียงบางส่วน โดยเฉพาะประเด็นด้านสุขภาพซึ่ง AI ไม่ได้มีข้อมูลของผู้ใช้ครบถ้วนเหมือนบุคลากรทางการแพทย์ที่สามารถตรวจร่างกายและพิจารณาข้อมูลประกอบอย่างรอบด้าน ดังนั้น การได้รับคำตอบจาก AI จึงไม่ควรหมายความว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเสมอไป
“ความเสี่ยงของงาน” คือสิ่งที่ควรใช้กำหนดระดับการเชื่อ AI
การใช้ AI ควรพิจารณาตามระดับความเสี่ยงของเรื่องที่กำลังนำไปใช้ หากเป็นเรื่องทั่วไป เช่น การสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ หรือการระดมความคิดเพื่อสร้างสรรค์สินค้า AI สามารถเข้ามาช่วยเสนอแนวทางและสร้างไอเดียได้ แต่เมื่อเข้าสู่เรื่องที่มีผลกระทบสูง เช่น สุขภาพ การแพทย์ การเงิน และกฎหมาย ผู้ใช้ควรเพิ่มความระมัดระวังและไม่ควรเชื่อคำตอบของ AI โดยตรง แต่ต้องตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
เมื่อเป็นเรื่องสำคัญ “อย่าเชื่อเพียงเพราะ AI ตอบได้”
หัวใจสำคัญของการใช้ AI จึงไม่ได้อยู่ที่การรู้ว่า AI สามารถทำอะไรได้บ้างเท่านั้น แต่ต้องรู้ด้วยว่าเรื่องใดควรเชื่อ เรื่องใดควรตรวจสอบ และเรื่องใดควรส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะข้อมูลทางการแพทย์ การเงิน และกฎหมาย ซึ่งผู้ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำว่าควรตรวจสอบอย่างละเอียดและไม่ควรเชื่อคำตอบของ AI โดยเด็ดขาด
ผู้สูงวัยต้องเพิ่ม “ต่อมเอ๊ะ” เมื่อพบข้อมูลที่น่าสงสัย
อีกประเด็นสำคัญของการสนทนาคือความเสี่ยงจากข้อมูลหรือข้อความที่สร้างขึ้นด้วย AI ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ร่วมกับกลโกงของมิจฉาชีพได้ เนื่องจาก AI สามารถช่วยสร้างข้อความ รูปภาพ หรือเนื้อหาที่มีความแนบเนียนมากขึ้น แนวทางหนึ่งที่ รองศาสตราจารย์ ดร.พิตติพล เสนอ คือการสร้างนิสัย “สงสัยไว้ก่อน” หากได้รับข้อความหรือข้อมูลที่ดูผิดปกติ ไม่มีแหล่งที่มา หรือมีลักษณะชวนให้รีบตัดสินใจ ไม่ควรรีบเชื่อหรือดำเนินการทันที
ตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง ก่อนตัดสินใจ
เมื่อพบข้อมูลที่น่าสงสัย ผู้ใช้สามารถตรวจสอบกับคนรอบข้างหรือค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ แนวคิดสำคัญคือไม่ควรใช้ AI เพียงเครื่องมือเดียวในการตรวจสอบ AI แต่ควรเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อช่วยให้เห็นว่าข้อมูลนั้นมีที่มาและมีความน่าเชื่อถือเพียงใด
ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว แต่มิจฉาชีพสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้
มิจฉาชีพมีอยู่ก่อนที่ AI จะเข้ามา แต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอาจทำให้การหลอกลวงมีความสะดวกและแนบเนียนมากขึ้น ดังนั้น การรับมือจึงควรมองทั้งสองด้าน คือการทำความเข้าใจประโยชน์และข้อจำกัดของ AI ควบคู่ไปกับการสร้างทักษะในการสังเกตและตรวจสอบข้อมูล เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีถูกนำมาใช้สร้างความเสียหายต่อผู้ใช้งาน
AI สามารถเป็นเครื่องมือช่วยผู้สูงวัยได้ หากเริ่มเรียนรู้จากเรื่องใกล้ตัว
แทนที่จะมองว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่ผู้สูงวัย “ตามไม่ทัน” แต่อยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่า ผู้สูงวัยสามารถเริ่มต้นเรียนรู้จากการนำ AI มาใช้ประโยชน์ในเรื่องทั่วไปก่อน เช่น ให้ช่วยสรุปเอกสาร ช่วยอ่านข้อความในกรณีที่สายตาไม่สะดวก หรือช่วยระดมความคิดเมื่อต้องการเริ่มต้นทำบางสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร การใช้งานในลักษณะนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ค่อย ๆ คุ้นเคยกับการสนทนาและรูปแบบการตอบของ AI
ยิ่งใช้และเรียนรู้ ยิ่งสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่าง AI กับมนุษย์
การทำความคุ้นเคยกับ AI ยังช่วยให้ผู้ใช้เริ่มสังเกตลักษณะของเนื้อหาที่สร้างโดย AI ได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น รูปภาพหรือวิดีโอที่อาจมีรายละเอียดผิดธรรมชาติ การเคลื่อนไหวหรือการพูดที่ไม่สมจริง ตลอดจนรายละเอียดบางอย่างในภาพที่ผิดปกติ ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.พิตติพล มองว่า การเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้มีความสำคัญ เพราะ AI มีแนวโน้มเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น และความสามารถของเทคโนโลยีก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
“ถามกลับ” AI ได้ เมื่อไม่แน่ใจในคำตอบ
หนึ่งในเทคนิคที่สามารถนำไปใช้ได้ คือ เมื่อ AI ให้ข้อมูลที่ไม่แน่ใจ ผู้ใช้สามารถถามกลับหรือขอให้ AI ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งได้ อย่างไรก็ตาม การถามกลับไม่ได้หมายความว่าคำตอบครั้งที่สองจะถูกต้องเสมอไป จึงยังจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณและตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอื่น โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง
เมื่อเรื่องมีความเสี่ยงสูง ควรพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญ
ในประเด็นสุขภาพ ผู้ให้สัมภาษณ์ยกตัวอย่างว่า AI อาจช่วยประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลที่ผู้ใช้เล่าให้ฟัง และอาจแนะนำให้ไปพบแพทย์ แต่ AI ไม่ควรถูกใช้แทนผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยหรือการตัดสินใจที่สำคัญ ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ชีวิตของผู้สูงวัยเองก็เป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาและตั้งคำถามกับคำตอบของ AI ได้
เรียนรู้ AI ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมกับเทคโนโลยีในอนาคต
การเรียนรู้ AI ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องซับซ้อน แต่ควรเริ่มจากการใช้งานง่าย ๆ ที่เกิดประโยชน์กับชีวิตประจำวัน เมื่อค่อย ๆ ใช้งาน จะทำให้เกิดความคุ้นเคยและสามารถสังเกตลักษณะของ AI ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต เพราะเทคโนโลยีมีแนวโน้มเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น และผู้ใช้ไม่อาจหลีกเลี่ยงการพบเจอเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ทั้งหมด
AI อาจช่วยลดข้อจำกัดบางประการของผู้สูงวัย แต่ต้องรู้เท่าทันควบคู่กัน
การสนทนายังสะท้อนว่า AI อาจมีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือช่วยสื่อสารและให้ข้อมูลแก่ผู้สูงวัย เช่น การอ่านหรืออธิบายข้อมูล รวมถึงการพูดคุยเพื่อความเพลิดเพลิน อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะสามารถพูดคุยโต้ตอบได้ แต่เรื่องความถูกต้องของข้อมูลยังเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบอยู่เสมอ จึงควรมอง AI เป็น “เครื่องมือช่วย” มากกว่าผู้ตัดสินใจแทนมนุษย์
การรู้เท่าทัน AI ต้องเป็นความร่วมมือของหลายภาคส่วน
นอกจากการเรียนรู้ในระดับบุคคลแล้ว ผู้ให้สัมภาษณ์ยังมองว่าการรับมือกับปัญหาการหลอกลวงและความเสี่ยงจากเทคโนโลยีจำเป็นต้องอาศัยบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาครัฐและผู้มีหน้าที่กำกับดูแล ทั้งในด้านนโยบายการใช้ AI การคุ้มครองข้อมูล และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น
“ความรู้เท่าทัน AI” คือทักษะสำคัญที่ทุกคนควรเริ่มสร้าง
ในมุมมองของ รองศาสตราจารย์ ดร.พิตติพล ทางออกสำคัญไม่ใช่การหลีกเลี่ยง AI แต่คือการสร้างความรู้เท่าทัน AI เพราะเทคโนโลยีและวิธีการหลอกลวงมีแนวโน้มพัฒนาไปพร้อมกัน การรู้เท่าทันจึงเป็นกระบวนการที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรู้จักตรวจสอบข้อมูล ระมัดระวังข้อมูลส่วนตัว และตระหนักถึงความเสี่ยงก่อนนำ AI ไปใช้ในเรื่องสำคัญ
“เรียนรู้ AI ในวัยเกษียณ” จึงไม่ใช่การต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่คือการไม่หยุดเรียนรู้
บทสัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นว่า การเรียนรู้ AI สำหรับผู้สูงวัยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยความเข้าใจเทคโนโลยีในระดับลึก แต่สามารถเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว ค่อย ๆ ทดลองใช้ ตั้งคำถาม ตรวจสอบคำตอบ และเรียนรู้ข้อจำกัดของ AI ไปพร้อมกัน สิ่งสำคัญคือการไม่ปล่อยให้ความไม่คุ้นเคยกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้หลีกเลี่ยงเทคโนโลยี เพราะเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น การมีความรู้เท่าทันย่อมช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างมีวิจารณญาณและระมัดระวัง
บทสรุป: ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ พร้อมรักษาสิทธิในการคิดและตัดสินใจของตนเอง
สาระสำคัญจากการพูดคุยเรื่อง “เรียนรู้ AI ในวัยเกษียณ” ไม่ได้อยู่ที่การทำให้ผู้สูงวัยต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI หากแต่อยู่ที่การสร้างความคุ้นเคยและความเข้าใจต่อเทคโนโลยี รู้ว่า AI ช่วยอะไรได้ รู้ว่าเรื่องใดควรตรวจสอบ และรู้ว่าเมื่อใดควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหรือคนรอบข้าง การเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้สูงวัยและประชาชนทั่วไปสามารถอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้อย่างรอบคอบ โดยไม่หวาดกลัวจนเกินไป และไม่หลงเชื่อจนขาดการไตร่ตรอง
💡 รายการรอบตัวเรา วันอาทิตย์ 10.30 น. Chula Radio [23 ส.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิทยากร: รศ.ดร.พิตติพล คันธวัฒน์ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




