Updates / รอบตัวเรา
จากเนปาลถึงขั้วโลก เมื่อธารน้ำแข็งกำลังส่งสัญญาณ

จากเนปาลถึงขั้วโลก เมื่อธารน้ำแข็งกำลังส่งสัญญาณ
ภาพความเสียหายจากภัยพิบัติน้ำท่วมเฉียบพลัน ดินโคลน และตะกอนหินที่ถล่มลงมาอย่างรวดเร็วในเนปาลและทิเบต นี่ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติธรรมดา แต่คือสัญญาณเตือนสำคัญจาก “หลังคาโลก” ที่บอกเราว่าสภาพภูมิอากาศของโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต มาร่วมทำความเข้าใจกลไกการแตกตัวของธารน้ำแข็ง ผลกระทบของ “ขั้วโลกที่สาม” และบทเรียนที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือ (นาที 0.42)
ทำความเข้าใจ “ธารน้ำแข็ง” และ “ทะเลสาบน้ำแข็ง” ต้นตอของมวลน้ำมหาศาล
หลายคนมักได้ยินคำว่า “ธารน้ำแข็ง” (Glacier) และ “ทะเลสาบน้ำแข็ง” (Glacial Lake) แต่อาจยังไม่ทราบถึงความแตกต่าง ธารน้ำแข็ง เกิดจากหิมะที่ตกลงมาทับถมกันหนาแน่นเป็นชั้น ๆ ต่อเนื่องยาวนานหลายร้อยปี มีความหนาตั้งแต่หลายสิบเมตรจนถึงหลายร้อยเมตร เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ธารน้ำแข็งจะเริ่มละลายและหดตัว มวลน้ำแข็งและน้ำที่ละลายจะไหลลงไปขังรวมกันตามแอ่งหุบเขา กลายเป็น ทะเลสาบน้ำแข็ง ซึ่งแอ่งกักเก็บน้ำเหล่านี้ไม่ได้มีเขื่อนคอนกรีตที่มั่นคงแข็งแรงกั้นไว้ แต่ถูกโอบล้อมด้วยแนวดิน หิน และตะกอนธรรมชาติเท่านั้น
กลไกการพังทลายของเขื่อนธรรมชาติ มหันตภัยที่คาดเดาได้ยาก
เมื่อน้ำแข็งละลายสะสมในทะเลสาบน้ำแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ แรงดันน้ำมหาศาลจะดันให้แนวคันดินและหินธรรมชาติพังทลายลง นำไปสู่ปรากฏการณ์น้ำล้นทะลักเฉียบพลัน (Glacial Lake Outburst Flood: GLOF) มวลน้ำที่ไหลลงมาจึงไม่ได้มีเพียงแค่น้ำใส แต่กวาดเอาดิน โคลน และก้อนหินขนาดใหญ่ลงมาด้วยความเร็วสูง เข้าปะทะชุมชนที่อยู่ปลายเขา ความท้าทายสำคัญของนักวิทยาศาสตร์คือ การตรวจวัดและคาดการณ์เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำได้ยากมาก เนื่องจากการละลายและความไม่เสถียรของโครงสร้างมักเกิดขึ้นลึกลงไปใต้ชั้นน้ำแข็งหลายสิบเมตร ไม่ได้เกิดเพียงแค่บนผิวหน้า ประกอบกับสภาพพื้นที่บนเทือกเขาสูงชัน การเดินเท้าเข้าไปสำรวจจึงเต็มไปด้วยอันตรายและข้อจำกัด
“ขั้วโลกที่สาม” ภัยพิบัติที่ใกล้ชิดวิถีชีวิตมนุษย์มากกว่าที่คิด
เรามักคุ้นเคยกับขั้วโลกเหนือ (อาร์กติก) และขั้วโลกใต้ (แอนตาร์กติกา) ในฐานะ “ขั้วโลกที่ 1 และ 2” แต่ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาสูง เช่น เทือกเขาหิมาลัย ถูกขนานนามว่าเป็น “ขั้วโลกที่สาม” (The Third Pole) ความแตกต่างสำคัญคือ ขั้วโลกเหนือและใต้มีประชากรอาศัยอยู่น้อยมาก การละลายส่งผลต่อระดับน้ำทะเลโลกเป็นหลัก แต่สำหรับ “ขั้วโลกที่สาม” มวลน้ำแข็งที่ละลายคือแหล่งต้นน้ำจืดหล่อเลี้ยงชีวิตประชากรในเอเชียกว่า 2,000 ล้านคน มีผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเชิงเขาและลุ่มน้ำปลายทางจำนวนมาก เมื่อธารน้ำแข็งบนเขาสูงเกิดความไม่เสถียร ผลกระทบจึงเกิดขึ้นกับชีวิต ทรัพย์สิน และชุมชนโดยตรงทันที
หากน้ำแข็งละลายหมด... เราอาจสูญเสียที่อยู่ก่อนถึงวันที่น้ำหมด
หลายคนกังวลว่าหากธารน้ำแข็งละลายหมด โลกจะเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำจืด แต่ในความเป็นจริง หายนะที่จะมาถึงก่อนการขาดแคลนน้ำคือ การสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
- หากน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายหมด ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นประมาณ 5 เมตร
- หากน้ำแข็งขั้วโลกใต้ละลายหมด ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นถึง 50 เมตร
ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นในระดับนี้จะทำให้เมืองชายฝั่งและพื้นที่ลุ่มต่ำทั่วโลก รวมถึงกรุงเทพมหานคร จมอยู่ใต้มหาสมุทร ก่อนที่มนุษยชาติจะทันได้เผชิญกับปัญหาน้ำจืดหมดโลกเสียด้วยซ้ำ
ประเทศไทยไม่มีธารน้ำแข็ง ไม่มีหิมะ แต่ทำไมจึงหนีผลกระทบไม่พ้น
แม้ประเทศไทยจะตั้งอยู่ในเขตร้อนและไม่มีธารน้ำแข็ง ไม่มีหิมะ แต่ลักษณะทางกายภาพของประเทศมีเทือกเขาสูงและชุมชนที่ตั้งอยู่เชิงเขาเช่นเดียวกัน เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจนเกิดฝนตกหนักแบบสุดขั้ว ชะล้างหน้าดินจนเกิดเหตุดินโคลนถล่มและน้ำป่าไหลหลาก กลไกความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเรือนและวิถีชีวิตจึงมีลักษณะแทบไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในเนปาล นอกจากนี้การที่ระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อแนวชายฝั่งของไทย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ส่งแรงกระเพื่อมถึงกันทั่วทั้งโลก
4 บทเรียนสำคัญ เพื่อการตั้งรับและปรับตัวอย่างยั่งยืน
- 1. การตรวจติดตามและเฝ้าระวังเชิงรุก (Monitoring): พัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ข้อมูลดาวเทียม เซนเซอร์ และระบบตรวจวัดระยะไกล มาใช้ประเมินความเสี่ยงของธารน้ำแข็งและพื้นที่ลาดชัน
- 2. ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System): ติดตั้งและพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมีเวลาอพยพทันท่วงที
- 3. ความร่วมมือและการแบ่งปันข้อมูลระหว่างประเทศ (International Collaboration): เพราะภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่มีพรมแดน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลสภาพอากาศจึงเป็นหัวใจสำคัญ
- 4. การจัดการที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง (Addressing the Root Cause): เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทันทีโดยไม่ต้องผัดวันประกันพรุ่ง ควบคู่กับการสนับสนุนทั้งวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic Science) และนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อความเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริง
ทุก 0.1 องศาเซลเซียสมีความหมาย ถึงเวลาที่ต้องลงมือทำ
โลกใบนี้เป็นระบบนิเวศเดียวกันที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกเพียง 0.1 องศาเซลเซียส สามารถจุดชนวนภัยพิบัติแบบลูกโซ่ที่ไม่อาจคาดเดาได้ เราจึงไม่ควรรอให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นตรงหน้าแล้วค่อยตื่นตระหนก แต่ต้องตระหนักและร่วมมือกันลงมือทำตั้งแต่วันนี้
“โลกเป็นระบบเดียวกันที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ความเปลี่ยนแปลงเพียง 0.1 องศาเซลเซียส สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่โศกนาฏกรรมได้ อย่าคิดว่าเรื่องของธารน้ำแข็งอยู่ไกลตัว เพราะเมื่อธรรมชาติส่งสัญญาณเตือน นั่นหมายถึงเวลาในการลงมือแก้ไขของเราเหลือน้อยลงทุกที” — ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์
💡 รายการรอบตัวเรา วันอาทิตย์ 10.30 น. Chula Radio [6 ก.ย.69]
ผู้ดำเนินรายการ: ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




