Updates / ปกิณกะอินเดีย
มหาฤๅษีสุศรุตะ : บิดาแห่งศัลยศาสตร์ของโลก

เพลง Dil Tadap Tadap Ke
เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อ Madhumati ออกฉายในปี ค.ศ. 1958 เพลงนี้ขับร้องโดยมุเกศ (Mukesh) และลตา มังเคศการ์ (Lata Mangeshkar)
พิธีเปิดรูปหล่อสำริดของมหาฤๅษีสุศรุตะ บิดาแห่งศัลยศาสตร์ของโลก (นาที 3)
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความสนใจให้แก่แวดวงการแพทย์ทั่วโลก ณ ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งเอดินบะระ หรือ Royal College of Surgeons of Edinburgh ประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันวิชาชีพด้านศัลยกรรมที่เก่าแก่และทรงเกียรติที่สุดของโลก
สถาบันแห่งนี้ได้จัดพิธีเปิดรูปหล่อสำริดของ มหาฤๅษีสุศรุตะ (Maharishi Sushruta) นักปราชญ์ชาวอินเดียผู้มีชีวิตอยู่เมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน และได้รับการยกย่องจากวงการแพทย์นานาชาติว่าเป็น “บิดาแห่งศัลยศาสตร์” และ “บิดาแห่งศัลยกรรมตกแต่ง”
สำหรับหลายคน เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นเพียงพิธีเปิดรูปปั้นอีกงานหนึ่ง แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งจะพบว่า พิธีครั้งนี้มีความหมายมากกว่านั้นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการยอมรับจากสถาบันศัลยแพทย์ระดับโลกว่า จุดกำเนิดของศัลยศาสตร์มิได้จำกัดอยู่เพียงโลกตะวันตก หากยังมีรากฐานสำคัญอยู่ในอารยธรรมอินเดียโบราณ ซึ่งสามารถพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์ได้อย่างเป็นระบบก่อนหน้าหลายอารยธรรมในยุโรปเสียอีก
ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งเอดินบะระก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1505 ผลิตศัลยแพทย์มาหลายศตวรรษ และเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศัลยศาสตร์สมัยใหม่
การที่สถาบันแห่งนี้เลือกสร้างรูปหล่อของสุศรุตะจึงมิใช่เพียงการให้เกียรติบุคคลในอดีต แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของวงวิชาการร่วมสมัย ซึ่งเริ่มหันกลับมาศึกษาประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์จากมุมมองที่กว้างขึ้น และยอมรับว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์เกิดจากการสั่งสมองค์ความรู้ของหลายอารยธรรม มิใช่ของยุโรปเพียงฝ่ายเดียว
ความน่าสนใจของรูปหล่อชิ้นนี้ไม่ได้อยู่เพียงตัวบุคคลที่ได้รับการยกย่อง หากยังรวมถึงกระบวนการจัดสร้างอีกด้วย
รูปหล่อสำริดถูกสร้างขึ้นที่เมืองสวามิมาลัย (Swamimalai) ในรัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านการหล่อสำริดด้วยเทคนิคโบราณแบบ Lost-Wax Casting หรือการหล่อแบบขี้ผึ้งหาย เทคนิคดังกล่าวสืบทอดต่อเนื่องมานานกว่าพันปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมรดกทางศิลปกรรมที่สำคัญของอินเดีย การเลือกใช้ช่างฝีมือจากเมืองแห่งนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงมรดกทางศิลปะเข้ากับมรดกทางการแพทย์ของอินเดียไว้อย่างงดงาม
ภายในพิธีเปิด มีศัลยแพทย์ นักวิชาการ นักการทูต และผู้แทนจากนานาประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทุกคนต่างเห็นพ้องกันว่า ผลงานของสุศรุตะมิใช่มรดกตกทอดของอินเดียเท่านั้น แต่เป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ เพราะองค์ความรู้ที่ท่านวางรากฐานไว้ได้ส่งอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของศัลยศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
คำถามสำคัญเกิดขึ้นว่า ชายผู้มีชีวิตอยู่เมื่อกว่า 2,500 ปีก่อนผู้นี้คือใคร เหตุใดชื่อของเขายังได้รับการกล่าวถึงในโรงเรียนแพทย์และห้องผ่าตัดทั่วโลก
อะไรคือเหตุผลที่ทำให้วงการศัลยกรรมสมัยใหม่ยังคงยกย่องเขาในฐานะหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์
คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะพาเราย้อนกลับไปยังนครกาศี หรือเมืองพาราณสีในอินเดียโบราณ เมืองที่มิได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางศาสนา หากยังเป็นแหล่งกำเนิดขององค์ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การแพทย์ของโลกอย่างถาวร
หลังจากทำความรู้จักกับเหตุการณ์ที่เอดินบะระแล้ว คำถามต่อมาคือ มหาฤๅษีสุศรุตะคือใคร และเหตุใดบุคคลผู้มีชีวิตอยู่เมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน จึงยังคงได้รับการยกย่องจากวงการแพทย์สมัยใหม่
แม้ว่าชีวิตของสุศรุตะจะถูกปกคลุมด้วยเรื่องเล่าและตำนาน จนไม่สามารถระบุวันเดือนปีเกิดได้อย่างแน่ชัด แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า ท่านมีชีวิตอยู่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับพระโคตมพุทธเจ้าและพระมหาวีระ ผู้ก่อตั้งศาสนาเชน ยุคสมัยดังกล่าวถือเป็นช่วงเวลาที่อินเดียกำลังเข้าสู่ความรุ่งเรืองทางภูมิปัญญาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งด้านปรัชญา คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ การเมือง และการแพทย์ ต่างพัฒนาไปพร้อมกันภายใต้บรรยากาศแห่งการตั้งคำถาม การแสวงหาความรู้ และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรี
ตามคัมภีร์อายุรเวท สุศรุตะอาศัยอยู่ที่นครกาศี หรือเมืองพาราณสีในปัจจุบัน เมืองซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดของโลก แม้ผู้คนจำนวนมากจะรู้จักพาราณสีในฐานะนครศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู แต่ในโลกโบราณ เมืองแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญ มีนักปราชญ์จากภูมิภาคต่าง ๆ เดินทางมาศึกษาวิชาปรัชญา ภาษา ดาราศาสตร์ และการแพทย์ จึงไม่น่าแปลกใจที่สุศรุตะจะเติบโตขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการค้นคว้าและการใช้เหตุผลมากกว่าการยึดถือความเชื่อเพียงอย่างเดียว
ตำราอายุรเวทกล่าวว่า สุศรุตะเป็นศิษย์ของ พระธันวันตริ (Dhanvantari) เทพแห่งการแพทย์ในศาสนาฮินดู
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการร่วมสมัยจำนวนมากมองว่า ข้อความดังกล่าวควรตีความในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าความหมายตามตัวอักษร กล่าวคือ สุศรุตะน่าจะเป็นผู้สืบทอดองค์ความรู้จากสำนักแพทย์ที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในยุคนั้น มากกว่าจะหมายถึงการได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเทพเจ้าโดยตรง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาแพทย์ในอินเดียโบราณมีระบบ มีการฝึกฝน และมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูสู่ศิษย์อย่างเป็นแบบแผน
สิ่งที่ทำให้สุศรุตะโดดเด่นเหนือแพทย์ร่วมสมัย มิใช่เพียงความสามารถในการรักษาโรค หากคือวิธีคิดที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัย
ในโลกโบราณ ความเจ็บป่วยมักถูกอธิบายว่าเกิดจากการลงโทษของเทพเจ้า วิญญาณชั่วร้าย หรืออำนาจเหนือธรรมชาติ แต่สุศรุตะกลับเสนอว่า ก่อนจะรักษาผู้ป่วย แพทย์ต้องเริ่มจากการสังเกตอาการ ตรวจร่างกาย ซักประวัติ วิเคราะห์สาเหตุ และเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุด
นี่คือแนวคิดที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันในฐานะ การวินิจฉัยทางคลินิก แต่สุศรุตะได้เสนอหลักการดังกล่าวไว้ตั้งแต่เมื่อกว่า 25 ศตวรรษก่อน
แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนในผลงานชิ้นเอกของท่าน คือ คัมภีร์ สุศรุตะ สังหิตา (Sushruta Samhita) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในตำราแพทยศาสตร์ที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดของโลก
คัมภีร์เล่มนี้มิใช่เพียงหนังสือรวบรวมตำรับยา หากเป็นระบบองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ครอบคลุมตั้งแต่กายวิภาคศาสตร์ การวินิจฉัยโรค ศัลยศาสตร์ สูติศาสตร์ จักษุวิทยา พิษวิทยา การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงจริยธรรมของวิชาชีพแพทย์
นักประวัติศาสตร์การแพทย์หลายคนเห็นว่า หากคัมภีร์ของฮิปโปเครตีสเป็นรากฐานของอายุรศาสตร์ในโลกตะวันตก สุศรุตะ สังหิตา ก็คือรากฐานของศัลยศาสตร์ในโลกตะวันออก
สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ วิธีการเรียบเรียงของคัมภีร์เล่มนี้ไม่ได้อาศัยเพียงความเชื่อหรือประเพณี หากใช้การจัดหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ มีการอธิบายสาเหตุของโรค วิธีวินิจฉัย วิธีรักษา ตลอดจนผลที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาแต่ละรูปแบบ หลายส่วนของคัมภีร์แสดงให้เห็นถึงการใช้เหตุผล การสังเกต และการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งถือเป็นหัวใจของวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ แม้จะเกิดขึ้นในยุคที่คำว่า “วิทยาศาสตร์” ยังไม่ถือกำเนิดก็ตาม
การผ่าตัดสร้างจมูกใหม่ จุดเริ่มต้นของศัลยกรรมตกแต่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของสุศรุตะได้รับการกล่าวถึงในวงการแพทย์โลก ไม่ใช่เพียงเพราะท่านเขียนตำรา หากเป็นเพราะท่านสามารถเปลี่ยนการผ่าตัดจากสิ่งที่ผู้คนหวาดกลัวและมองว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย ให้กลายเป็นศาสตร์ที่มีหลักเกณฑ์ มีการศึกษา และสามารถถ่ายทอดได้อย่างเป็นระบบ และผลงานที่ทำให้โลกจดจำชื่อของสุศรุตะมากที่สุด ก็คือการผ่าตัดชนิดหนึ่งที่ยังคงถูกกล่าวถึงในตำราศัลยกรรมสมัยใหม่ นั่นคือ การผ่าตัดสร้างจมูกใหม่ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของศัลยกรรมตกแต่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดการผ่าตัดสร้างจมูกจึงมีความสำคัญถึงเพียงนี้
คำตอบอยู่ที่บริบทของสังคมอินเดียโบราณ ในยุคนั้น การตัดจมูกเป็นบทลงโทษที่ใช้กับผู้กระทำความผิดร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นอาชญากร เชลยศึก หรือผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำความผิดฐานล่วงประเวณี การลงโทษดังกล่าวมิได้มุ่งหมายเพียงสร้างความเจ็บปวดทางร่างกาย หากยังเป็นการทำลายศักดิ์ศรีและสถานะทางสังคมของผู้ถูกลงโทษ เพราะในวัฒนธรรมอินเดีย จมูกถือเป็นสัญลักษณ์ของเกียรติยศ ความงดงาม และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การสูญเสียจมูกจึงหมายถึงการถูกประณามและถูกกีดกันออกจากสังคมไปตลอดชีวิต
ขณะที่คนส่วนใหญ่ยอมรับชะตากรรมดังกล่าวว่าไม่อาจแก้ไขได้ สุศรุตะกลับตั้งคำถามว่า หากธรรมชาติทำให้บาดแผลสามารถสมานตัวได้ เหตุใดแพทย์จะไม่สามารถช่วยฟื้นฟูอวัยวะที่สูญเสียไปได้ ความคิดเช่นนี้ถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองของการแพทย์อย่างสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะมุ่งเพียงรักษาโรค สุศรุตะกลับมองว่าหน้าที่ของแพทย์คือการคืนทั้งสุขภาพและศักดิ์ศรีให้แก่ผู้ป่วย
เทคนิคที่สุศรุตะคิดค้นขึ้น อาศัยการนำแผ่นผิวหนังที่ยังมีชีวิตจากบริเวณแก้มของผู้ป่วยมาสร้างเป็นจมูกใหม่ โดยระมัดระวังไม่ให้เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อถูกตัดขาด จากนั้นจึงตกแต่งแผ่นผิวหนังให้ได้รูปทรงตามต้องการ เย็บเข้ากับใบหน้า และใช้ท่อขนาดเล็กซึ่งทำจากพืชสมุนไพรสอดไว้ในรูจมูก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถหายใจได้ในระหว่างที่แผลกำลังสมานตัว
เมื่อมองด้วยสายตาของแพทย์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด สิ่งที่น่าทึ่งมิใช่เพียงความสำเร็จของการผ่าตัด หากคือความเข้าใจด้านกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเทคนิคดังกล่าว สุศรุตะตระหนักดีว่า หากเนื้อเยื่อจะสามารถอยู่รอดและเชื่อมติดกับตำแหน่งใหม่ได้ ก็จำเป็นต้องได้รับเลือดมาเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง หลักการพื้นฐานข้อนี้ยังคงเป็นหัวใจของศัลยกรรมตกแต่งสมัยใหม่ แม้จะผ่านมากว่าสองพันห้าร้อยปีแล้วก็ตาม
ปัจจุบัน ศัลยแพทย์ตกแต่งทั่วโลกยังใช้เทคนิคที่เรียกว่า Paramedian Forehead Flap Rhinoplasty สำหรับการสร้างจมูกใหม่ในผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงหรือผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง แม้ว่าวิธีการสมัยใหม่จะอาศัยกล้องจุลศัลยกรรม ยาสลบ และยาปฏิชีวนะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่หลักการสำคัญกลับยังคงเหมือนกับที่สุศรุตะเสนอไว้ นั่นคือการใช้เนื้อเยื่อที่ยังคงมีเลือดมาเลี้ยงเพื่อสร้างอวัยวะขึ้นใหม่ ด้วยเหตุนี้ ศัลยแพทย์ตกแต่งจำนวนมากจึงยังคงยกย่องสุศรุตะว่าเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์แขนงนี้อย่างแท้จริง
ความสามารถของสุศรุตะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างจมูกใหม่เท่านั้น
ภายในคัมภีร์ สุศรุตะ สังหิตา ยังบันทึกวิธีการรักษาโรคต้อกระจก การจัดกระดูกหัก การรักษาบาดแผลจากสงคราม การนำสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย การผ่าตัดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงการเย็บแผลด้วยเทคนิคต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความชำนาญทางศัลยกรรมอย่างน่าทึ่ง
สุศรุตะยังอธิบายเครื่องมือศัลยกรรมไว้มากกว่า 120 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นมีดผ่าตัด คีม กรรไกร เข็มเย็บแผล ตะขอ เลื่อย สายสวน และเครื่องมือเฉพาะสำหรับการผ่าตัดประเภทต่าง ๆ เครื่องมือหลายชิ้นได้รับการออกแบบโดยเลียนแบบรูปร่างของธรรมชาติ เช่น จะงอยปากนก กรงเล็บสิงโต หรือรูปทรงของใบไม้ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในระดับที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยอย่างยิ่ง
แต่สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดอาจไม่ใช่เทคนิคการผ่าตัด หากเป็นจริยธรรมของแพทย์ที่สุศรุตะยึดถือ
ท่านย้ำอยู่เสมอว่า ศัลยแพทย์ที่ดีมิใช่ผู้ที่สามารถผ่าตัดได้ทุกโรค หากคือผู้ที่รู้ว่า เมื่อใดควรผ่าตัด และเมื่อใดไม่ควรผ่าตัด เพราะการรักษาที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นการใช้มีดผ่าตัดเสมอไป หากต้องเลือกวิธีที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและความเสี่ยงต่ำที่สุดแก่ผู้ป่วย หลักการดังกล่าวยังคงเป็นหัวใจของจริยธรรมทางการแพทย์และเวชปฏิบัติสมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน
แม้มหาฤๅษีสุศรุตะจะมีชีวิตอยู่เมื่อกว่า 2,500 ปีก่อน แต่อิทธิพลของท่านไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับยุคสมัยของตน
ตรงกันข้าม องค์ความรู้ที่บันทึกไว้ใน คัมภีร์ สุศรุตะ สังหิตา ยังคงได้รับการศึกษา ถ่ายทอด และพัฒนาต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น จนก้าวข้ามพรมแดนของอินเดียไปยังภูมิภาคอื่นของโลก
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 เมื่อโลกอิสลามเข้าสู่ยุคทองแห่งวิทยาศาสตร์ เมืองต่าง ๆ เช่น แบกแดด ดามัสกัส และคอร์โดบา กลายเป็นศูนย์กลางการแปลตำราทางวิชาการจากอารยธรรมต่าง ๆ ทั้งกรีก เปอร์เซีย อินเดีย และจีน คัมภีร์ สุศรุตะ สังหิตา ก็ได้รับการแปลเป็นภาษาอาหรับในชื่อ Kitab-i-Susrud ทำให้แพทย์ในโลกอิสลามสามารถศึกษาศัลยศาสตร์ของอินเดียควบคู่ไปกับผลงานของฮิปโปเครตีสและกาเลน องค์ความรู้เหล่านี้ได้หล่อหลอมพัฒนาการของการแพทย์ในตะวันออกกลาง ก่อนจะค่อย ๆ ถ่ายทอดเข้าสู่ยุโรปในเวลาต่อมา
เรื่องราวดังกล่าวสะท้อนความจริงประการหนึ่งว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยเดินทางอยู่ภายในอารยธรรมใดอารยธรรมหนึ่ง
หากเคลื่อนย้าย แลกเปลี่ยน และต่อยอดผ่านการติดต่อระหว่างผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของการแพทย์จึงมิใช่เรื่องราวของการแข่งขันระหว่างอารยธรรม หากเป็นประวัติศาสตร์ของการเรียนรู้ร่วมกันของมนุษยชาติ
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ได้หันกลับมาทบทวนมุมมองเดิมที่เคยมองว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นเฉพาะในโลกตะวันตก แล้วจึงแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของโลก งานวิจัยร่วมสมัยกลับแสดงให้เห็นว่า อินเดีย จีน โลกอิสลาม อียิปต์ และเมโสโปเตเมีย ต่างมีบทบาทสำคัญต่อการก่อร่างสร้างองค์ความรู้ที่มนุษย์ใช้สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน การยกย่องสุศรุตะของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งเอดินบะระจึงมิใช่เพียงการยกย่องบุคคลผู้หนึ่ง หากเป็นการยอมรับว่าประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ของโลกควรได้รับการเล่าอย่างครอบคลุมและสมดุลมากยิ่งขึ้น
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเรื่องราวของสุศรุตะ
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดอาจไม่ใช่จำนวนเครื่องมือศัลยกรรมที่ท่านคิดค้น หรือจำนวนหัตถการที่ท่านบันทึกไว้ในคัมภีร์ หากคือ วิธีคิด ที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัย สุศรุตะสอนให้แพทย์สังเกต ตรวจสอบ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ท่านย้ำว่าความรู้ทางการแพทย์มิใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจตั้งคำถาม หากเป็นศาสตร์ที่ต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ผ่านการศึกษา การทดลอง และการใช้วิจารณญาณ หลักการเช่นนี้คือหัวใจของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แม้ว่าจะถูกเสนอขึ้นก่อนที่คำว่า “วิทยาศาสตร์” จะถือกำเนิดเสียอีก
เมื่อย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ที่เราเริ่มต้นเรื่อง ณ เมืองเอดินบะระ รูปหล่อสำริดของมหาฤๅษีสุศรุตะจึงมิใช่เพียงอนุสาวรีย์ของแพทย์ชาวอินเดียผู้ยิ่งใหญ่ หากเป็นสัญลักษณ์ของความจริงข้อหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ องค์ความรู้ไม่มีเชื้อชาติ และความก้าวหน้าของมนุษยชาติไม่เคยเป็นผลงานของอารยธรรมใดอารยธรรมหนึ่งเพียงลำพัง วิทยาศาสตร์เติบโตขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้คนต่างภาษา ต่างศาสนา และต่างวัฒนธรรมตลอดหลายพันปี
บางทีนี่อาจเป็นมรดกตกทอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มหาฤๅษีสุศรุตะได้ทิ้งไว้ให้แก่โลก ไม่ใช่เพียงเทคนิคการผ่าตัดหรือคัมภีร์ทางการแพทย์ หากคือบทเรียนที่ว่า การแสวงหาความรู้ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และการไม่หยุดตั้งคำถาม คือหัวใจของความก้าวหน้าทางอารยธรรม ด้วยเหตุนี้ แม้เวลาจะผ่านมากว่าสองสหัสวรรษ ชื่อของมหาฤๅษีสุศรุตะก็ยังคงได้รับการยกย่องในฐานะ “บิดาแห่งศัลยศาสตร์” และ “บิดาแห่งศัลยกรรมตกแต่ง” ผู้เปลี่ยนการผ่าตัดจากงานฝีมือที่อาศัยประสบการณ์เฉพาะบุคคล ให้กลายเป็นศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนหลักเหตุผล การสังเกต และการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ อันเป็นรากฐานสำคัญของศัลยศาสตร์สมัยใหม่จนถึงทุกวันนี้
รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [27 มิ.ย.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




