Updates / ปกิณกะอินเดีย
ชวนพิเคราะห์ข้อตกลงการค้าเสรีอังกฤษ-อินเดีย

💡 ชวนพิเคราะห์ข้อตกลงการค้าเสรีอังกฤษ-อินเดีย
เพลง Rum Whisky
เป็นเพลงแดนซ์จังหวะสนุกสนานที่ผสมผสานสไตล์ภังครา ที่มีชื่อว่า “Rum Whisky” เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ปี ค.ศ. 2012 ชื่อเรื่อง Vicky Donor ภาพยนตร์เบาสมองที่ประสบความสำเร็จมากเรื่องหนึ่งทั้งในด้านเสียงตอบรับและรายได้ กำกับโดย ศูชิต สรการ (Shoojit Sircar) และนำแสดงโดย อายุษมัน คูร์รานา (Ayushmann Khurrana) และยามี เคาตัม (Yami Gautam) ลูกสาวของผู้กำกับ มุเกศ เคาตัม (Mukesh Gautam) ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องเปิดตัวของทั้งนักแสดงนำฝ่ายชายและหญิงคู่นี้ ส่วนเพลง Rum Whisky นั้นเป็นเสียงร้องของ อักษัย เวอร์มา (Akshay Verma)
ข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างอินเดียกับสหราชอาณาจักร (นาที 3.35)
หัวข้อที่นำเสนอเป็นกระแสข่าวที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนัก นั่นคือ ข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างอินเดียกับสหราชอาณาจักร ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อไม่นานมานี้ วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวดังกล่าว โดยอิงข้อมูลส่วนใหญ่จากบทความของเว็บไซต์ BBC News
FTA ฉบับนี้นับเป็นหนึ่งในพัฒนาการสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเป็นข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยรัฐบาลอังกฤษระบุว่าข้อตกลงฉบับนี้เป็นข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่ประเทศถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)
หากจะทำความเข้าใจความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างอังกฤษกับอินเดียจำเป็นต้องย้อนกลับไปยังจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองและเศรษฐกิจโลกเมื่อปี ค.ศ. 2016 ซึ่งเป็นปีที่อังกฤษลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป
ก่อนหน้านั้น อังกฤษไม่สามารถเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นได้ด้วยตนเอง เนื่องจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบของสหภาพยุโรป การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 2021 จึงเปิดโอกาสให้อังกฤษสามารถกำหนดนโยบายการค้าของตนเอง และนำไปสู่ยุทธศาสตร์ Global Britain ซึ่งมีเป้าหมายสร้างเครือข่ายทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอินเดีย ประเทศที่มีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน และเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก
การเจรจาความตกลงการค้าเสรีเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2022
ระหว่างนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน (Boris Johnson) ของอังกฤษ กับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ของอินเดีย แม้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องถึงความสำคัญของการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ แต่ต่างก็มีเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
อังกฤษมุ่งหวังเปิดตลาดอินเดียสำหรับสินค้ามูลค่าสูงและภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ วิสกี้ เครื่องจักร บริการทางการเงิน และธุรกิจประกันภัย ขณะที่อินเดียต้องการขยายการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ได้แก่ สิ่งทอ เสื้อผ้า เครื่องประดับ อาหาร และยา พร้อมทั้งผลักดันให้แรงงานฝีมือและผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดีย เช่น วิศวกร โปรแกรมเมอร์ นักบัญชี และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ สามารถเดินทางเข้าไปทำงานในสหราชอาณาจักรได้สะดวกยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเจรจาต้องใช้เวลานานกว่าสามปี เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมีประเด็นสำคัญที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยง่าย
ประเด็นแรกคือภาษีนำเข้ารถยนต์ ซึ่งอินเดียเรียกเก็บในอัตราที่สูงมาก บางประเภทเกินร้อยละ 100 เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ ขณะที่อังกฤษต้องการลดกำแพงภาษีดังกล่าวเพื่อเปิดทางให้รถยนต์หรู เช่น Jaguar, Land Rover และ Bentley เข้าสู่ตลาดอินเดียได้มากขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งคือภาษีนำเข้าสกอตช์วิสกี้ (Scotch Whisky) อินเดียถือเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภควิสกี้ที่ใหญ่ที่สุดของโลก แต่เก็บภาษีนำเข้าสูงถึงประมาณร้อยละ 150 ผู้ผลิตสกอตช์วิสกี้ของอังกฤษจึงผลักดันให้มีการลดภาษีลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดอินเดีย
ประเด็นสุดท้ายที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองคือ การเคลื่อนย้ายแรงงาน อินเดียต้องการให้แรงงานฝีมือของตนสามารถเข้าไปทำงานในสหราชอาณาจักรได้สะดวกขึ้น ขณะที่รัฐบาลอังกฤษต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง เนื่องจากประเด็นผู้อพยพยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในทางการเมืองภายในประเทศ
ระหว่างปี ค.ศ. 2022–2024 การเจรจาดำเนินไปหลายรอบ แต่กลับเผชิญความล่าช้าเป็นระยะ เนื่องจาก อังกฤษเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง ตั้งแต่บอริส จอห์นสัน, ลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) จนถึงริชี ซูแน็ก (Rishi Sunak) ส่งผลให้การผลักดันนโยบายขาดความต่อเนื่อง กระทั่งเมื่อรัฐบาลของเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ (Sir Keir Starmer) เข้ารับตำแหน่งในช่วงปี ค.ศ. 2024 การเจรจาจึงได้รับการเร่งรัดอีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายยอมประนีประนอมในประเด็นสำคัญ จนนำไปสู่การบรรลุข้อตกลง ก่อนผ่านกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมาย การให้สัตยาบัน และการลงนามอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2025
สาระสำคัญของความตกลงฉบับนี้คือ
การยกเลิกหรือลดภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออกของอินเดียไปยังสหราชอาณาจักรร้อยละ 99 ขณะที่สินค้าจากสหราชอาณาจักรประมาณร้อยละ 90 ที่ส่งออกไปยังอินเดียจะได้รับการทยอยลดหรือยกเลิกภาษีเช่นกัน
อังกฤษคาดหวังว่าจะสามารถขยายการส่งออกสินค้า เช่น วิสกี้ รถยนต์ เครื่องสำอาง อาหาร และเครื่องจักร ส่วนอินเดียจะได้รับประโยชน์จากการส่งออกสิ่งทอ ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน เสื้อผ้า รองเท้า อัญมณี และเครื่องประดับ
รัฐบาลอังกฤษเรียกข้อตกลงนี้ว่า “ข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่ใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากที่สุดของสหราชอาณาจักร” นับตั้งแต่การออกจากสหภาพยุโรป
โดยคาดการณ์ว่า GDP ของอังกฤษจะเพิ่มขึ้น 0.13% หรือเทียบเท่า 4.8 พันล้านปอนด์ (6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และของอินเดียจะเพิ่มขึ้น 0.06% หรือ 5.1 พันล้านปอนด์ต่อปีในระยะยาวเนื่องจากข้อตกลงนี้
สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏให้เห็นทันทีในภาคธุรกิจ
ตัวอย่างที่น่าสนใจที่ BBC ได้หยิบยกขึ้นมาคือ Welspun Living บริษัทผู้ผลิตสิ่งทอสำหรับใช้ในบ้านรายใหญ่ของอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตผ้าขนหนูสำหรับการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน และเป็นผู้จัดหาผ้าปูที่นอนและผ้าขนหนูให้ผู้ค้าปลีกรายสำคัญใน สหราชอาณาจักรหลายราย
บริษัทได้เริ่มหารือร่วมกับลูกค้าชาวอังกฤษเพื่อวางแผนธุรกิจระยะยาว อันเป็นผลโดยตรงจากความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นหลังการบังคับใช้ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้การวางแผนเชิงกลยุทธ์ในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นกับลูกค้าในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก การเตรียมการกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วเพื่อใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอินเดียกับอังกฤษที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของอินเดียให้ความสำคัญกับข้อตกลงนี้คือ การลดความเสียเปรียบในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง
เช่น บังกลาเทศและปากีสถาน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับสิทธิส่งออกเข้าสหราชอาณาจักรโดยปลอดภาษีภายใต้โครงการ Developing Countries Trading Scheme (DCTS) ขณะที่สินค้าจากอินเดียต้องเสียภาษีนำเข้าสูงถึงร้อยละ 12 ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของอินเดียในสินค้าสิ่งทอสำหรับใช้ในบ้านอยู่ที่เพียงร้อยละ 6–7 เมื่อเทียบกับปากีสถานที่ครองส่วนแบ่งตลาดราวร้อยละ 55 การยกเลิกภาษีจึงถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายส่วนแบ่งตลาดของอินเดีย
ข้อตกลงนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสุราของอังกฤษด้วย
การลดภาษีศุลกากรสำหรับวิสกี้สกอตช์จาก 150% เหลือ 75% ทันที และค่อยๆ ลดลงเหลือ 40% ในอีก 10 ปีข้างหน้า เป็น “การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ใช่การปรับเล็กน้อย” ตามความเห็นของ อวนีต ซิงห์ (Avneet Singh) จากบริษัท Modern Drinks Pvt Ltd ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้าในกรุงเดลี ซิงห์กล่าวว่า ผลกระทบต่อการนำเข้าจะชัดเจนขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่เขามองเห็นแรงผลักดันที่กำลังก่อตัวขึ้นก่อนที่เงื่อนไขการค้าใหม่จะมีผลบังคับใช้
ซิงห์กล่าวว่า “เรามุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมด้านการดำเนินงาน นั่นหมายถึงการทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้จำหน่ายในอังกฤษเพื่อให้แน่ใจว่าใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าและเอกสารการค้าอื่นๆ ครบถ้วน การตรวจสอบข้อกำหนดด้านศุลกากรและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการประสานงานกับพันธมิตรด้านลอจิสติกส์และการเคลียร์สินค้า เพื่อให้การขนส่งได้รับประโยชน์จากโครงสร้างภาษีใหม่ตั้งแต่วันแรก”
จนถึงตอนนี้เป็นช่วงเวลาของ “การเตรียมการอย่างรอบคอบมากกว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็ว” เขากล่าว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อธุรกิจต่าง ๆ ได้เห็นถึงการประหยัดที่แท้จริงจากการนำเข้าสินค้า
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากกลุ่มอุตสาหกรรมเล็กๆ เหล่านั้นแล้ว ผลกระทบโดยรวมของข้อตกลงนี้อาจเป็นเพียง “การเปลี่ยนแปลงทีละน้อยมากกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม” ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้ากล่าวไว้
ข้อมูลจาก Global Trade Research Initiative (GTRI) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยในกรุงเดลี แสดงให้เห็นว่าอินเดียส่งออกสินค้าไปยังสหราชอาณาจักรคิดเป็นมูลค่า 13.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณ 2025-2026 แต่สินค้าส่งออกมากกว่าครึ่งหนึ่งเข้าประเทศโดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรภายใต้ระบอบการค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษที่สุด (Most Favoured Nation)
ในส่วนของการนำเข้า อินเดียนำเข้าสินค้าจากสหราชอาณาจักรคิดเป็นมูลค่า 11.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกว่า 45% เป็นสินค้าที่ประกอบด้วยแร่เงิน ซึ่งยังคงอยู่ในรายการสินค้าต้องห้ามของอินเดียและอยู่นอกเหนือข้อตกลง
อชัย ศรีวาสตวะ (Ajay Srivastava) นักวิจัยจาก GTRI กล่าวกับ BBC ว่า “บททดสอบที่แท้จริงคือสินค้าที่เคยต้องเสียภาษีนำเข้าจากสหราชอาณาจักรในอัตรา 4-16% เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า พรม รถยนต์ อาหารทะเล องุ่น และมะม่วง จะมียอดสั่งซื้อส่งออกเพิ่มขึ้น ปริมาณการส่งออกมากขึ้น และอัตรากำไรที่ดีขึ้นหรือไม่ ตัวชี้วัดเหล่านั้นจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับความสำเร็จของข้อตกลง ผลกระทบของข้อตกลงการค้าเสรีควรจะเห็นได้ชัดเจนภายในหนึ่งถึงสามปีข้างหน้า”
แต่ความท้าทายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขหลายประการ
เช่น การที่สหราชอาณาจักรยังคงเก็บภาษีนำเข้าเหล็กเกินโควตาที่กำหนดเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ อาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงอย่างเต็มที่ ตามที่ศรีวาสตวะกล่าว
เขายังเสริมอีกว่า ภาษีคาร์บอนที่สหราชอาณาจักรเสนอ (เรียกว่า CBAM) อาจลดผลประโยชน์บางส่วนของข้อตกลงการค้าเสรีลงได้ เพราะแม้ว่าภาษี “จะลดลงเหลือศูนย์ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี แต่ค่าธรรมเนียมชายแดนที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนอาจเพิ่มต้นทุนที่แท้จริงของการส่งออกของอินเดียในภาคส่วนที่ครอบคลุมโดย CBAM ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการค้าใหม่ๆ”
ในอดีต การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของอินเดียอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กมักไม่ทราบกฎระเบียบใหม่ ส่งผลให้มีการประเมินว่ามีเพียงประมาณ 20-30% ของสินค้าส่งออกที่มีสิทธิ์ของอินเดียเท่านั้นที่ใช้สิทธิพิเศษภายใต้ FTA แม้ว่าอัตราการใช้ประโยชน์ในฝั่งนำเข้าจะสูงกว่ามากก็ตาม
ตัวอย่างเช่น ผู้ส่งออกเสื้อผ้าของอินเดียต้องแจ้งผู้ซื้อในสหราชอาณาจักรอย่างชัดเจนว่าภาษีนำเข้าเสื้อเชิ้ตลดลงจาก 12% เหลือศูนย์ และต้องเจรจาต่อรองราคาหรือสัญญาใหม่ให้เหมาะสม หลายรายจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านแหล่งกำเนิดสินค้าและเอกสารต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเรียกร้องภาษีพิเศษได้ รัฐบาลและสมาคมอุตสาหกรรมจะต้องมีบทบาทเชิงรุกในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ มิเช่นนั้นการลดภาษีศุลกากรจะไม่ส่งผลให้การส่งออกเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
หากพิจารณา FTA ในมุมเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ
ความตกลงการค้าเสรีแทบทุกฉบับมิได้มีผู้ชนะหรือผู้แพ้อย่างเด็ดขาด หากแต่เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน แต่ละประเทศยอมเปิดตลาดในภาคส่วนที่ตนสามารถรับผลกระทบได้ เพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากกว่า
ในกรณีของอังกฤษ ผู้ได้รับประโยชน์หลักคืออุตสาหกรรมวิสกี้ รถยนต์ เครื่องจักร และภาคบริการทางการเงิน ซึ่งสามารถเข้าถึงตลาดอินเดียได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตสิ่งทอ เสื้อผ้า และสินค้าต้นทุนต่ำในอังกฤษจะต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากสินค้านำเข้าของอินเดีย
สำหรับอินเดีย กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า อัญมณี ยา และสินค้าอุตสาหกรรมเบาจะได้รับประโยชน์อย่างชัดเจนจากการลดภาษีของสหราชอาณาจักร แต่ในอีกด้านหนึ่ง อินเดียก็จำเป็นต้องเปิดตลาดให้รถยนต์หรู วิสกี้ และสินค้าพรีเมียมจากอังกฤษมากขึ้น ซึ่งย่อมสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตภายในประเทศ
เมื่อพิจารณาผลประโยชน์ตามช่วงเวลา ระยะสั้นอินเดียมีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากกว่า เนื่องจากมีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเบาเพื่อการส่งออกอยู่แล้ว การลดภาษีจึงสามารถแปรเปลี่ยนเป็นคำสั่งซื้อและกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับ
ในทางตรงกันข้าม ผลประโยชน์ของอังกฤษจะปรากฏชัดในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากต้องอาศัยเวลาในการสร้างตลาดสำหรับสินค้ามูลค่าสูง
อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนประชากรของอินเดียกว่า 1.4 พันล้านคน และชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคเพียงร้อยละ 5–10 หันมาบริโภคสินค้าอังกฤษ เช่น สกอตช์วิสกี้ รถยนต์จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ เครื่องสำอาง และสินค้าแฟชั่นระดับพรีเมียม ก็ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพมหาศาล
ผู้ที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างชัดเจนคือผู้บริโภคของทั้งสองประเทศ ชาวอังกฤษจะมีทางเลือกในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากอินเดียในราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น ขณะที่ชาวอินเดียจะเข้าถึงสินค้าพรีเมียมจาก อังกฤษในราคาที่ลดลงเมื่อการทยอยลดภาษีมีผลครบถ้วน
ในทางกลับกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดไม่ใช่รัฐบาล แต่คือผู้ประกอบการที่เคยได้รับความคุ้มครองจากกำแพงภาษี ในอินเดีย ได้แก่ ผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตสุราภายในประเทศ ส่วนในอังกฤษ ได้แก่ โรงงานสิ่งทอ โรงงานเสื้อผ้า และผู้ผลิตสินค้าต้นทุนต่ำ ซึ่งจะต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่รุนแรงยิ่งขึ้น
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แม้ความตกลงฉบับนี้มิได้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านจีนโดยตรง แต่ย่อมส่งผลทางอ้อมต่อโครงสร้างการค้าโลก
ทั้งอังกฤษและอินเดียต่างต้องการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีนมากเกินไป อังกฤษมีทางเลือกในการนำเข้าสินค้าจากอินเดียเพิ่มขึ้น ขณะที่อินเดียสามารถขยายฐานการผลิตเพื่อแข่งขันกับสินค้าจีนในตลาดอังกฤษ โดยเฉพาะในกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
อย่างไรก็ตาม จีนยังคงมีความได้เปรียบด้านขนาดการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรม ทำให้ผลกระทบต่อจีนมีแนวโน้มเกิดขึ้นเฉพาะบางกลุ่มสินค้า มากกว่าจะส่งผลต่อระบบการค้าทั้งหมด
โดยสรุป แม้ว่าความตกลงการค้าเสรีระหว่างอินเดียกับอังกฤษอาจยังไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทันที แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความสามารถของภาคธุรกิจในการใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงได้อย่างเต็มที่ ตลอดจนการปรับตัวต่อมาตรการทางการค้าใหม่และอุปสรรคที่มิใช่ภาษีศุลกากร ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดว่าความตกลงฉบับนี้จะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใดในอนาคต
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [18 ก.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




