Updates / รอบตัวเรา
จากน้ำมันก้นกระทะ สู่สารกำจัดแมลง

จากน้ำมันก้นกระทะ สู่สารกำจัดแมลง
จุฬาฯ ต่อยอดน้ำมันพืชใช้แล้วเป็น “สบู่โพแทสเซียม” เพื่อการเกษตรและชุมชน
“น้ำมันพืชใช้แล้ว” ของเหลือจากครัวเรือนที่หากจัดการไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งการอุดตันของท่อระบายน้ำและการปนเปื้อนในระบบจัดการขยะ นักวิจัยจุฬาฯ จึงพัฒนาแนวทางเปลี่ยนของเหลือเหล่านี้ให้เป็นทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ นั่นคือ การต่อยอดน้ำมันพืชใช้แล้วเป็น “สบู่โพแทสเซียม” สำหรับจัดการแมลงศัตรูพืชบางชนิด ภายใต้แนวคิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนที่เชื่อมโยงการจัดการขยะเข้ากับภาคเกษตรกรรม (นาที 1.29)
น้ำมันพืชใช้แล้ว จากปัญหาขยะสู่ทรัพยากรในชุมชน
การใช้น้ำมันทอดซ้ำทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพ โดยนักวิจัยแนะนำว่าไม่ควรทอดซ้ำเกินประมาณ 3 ครั้ง และไม่ควรใช้สีของน้ำมันเป็นเกณฑ์ประเมินเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน การเทน้ำมันใช้แล้วลงท่อระบายน้ำหรือทิ้งรวมกับขยะทั่วไป อาจก่อให้เกิดปัญหาการอุดตันและการปนเปื้อน ในพื้นที่ห่างไกล การรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนขนส่ง เช่น จังหวัดน่านที่มีราคารับซื้อประมาณ 5 บาทต่อลิตร ทีมวิจัยจึงนำแนวคิด “Local Waste for Local Use” หรือการนำของเหลือในพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์ภายในพื้นที่ มาเป็นแนวทางพัฒนางานวิจัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน
เปลี่ยนน้ำมันก้นกระทะเป็น “สบู่โพแทสเซียม” จัดการแมลงศัตรูพืช
- ทีมวิจัยพัฒนากระบวนการแปรรูปน้ำมันพืชใช้แล้วหรือกากไขมันให้เป็นสบู่โพแทสเซียม ซึ่งมีกลไกการทำงานโดยเคลือบหรือคลุมตัวแมลง ส่งผลต่อรูหายใจ จึงเหมาะกับแมลงที่เคลื่อนไหวช้าและแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้ใช้กำจัดแมลงได้ทุกชนิด โดยแมลงศัตรูพืชประเภทอื่น เช่น แมลงวันทอง อาจต้องใช้วิธีจัดการที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของแมลง เช่น ฟีโรโมนหรือกับดักล่อ
- สบู่โพแทสเซียมเข้มข้นมีต้นทุนการผลิตประมาณ 30 กว่าบาทต่อลิตร และต้องเจือจางให้เหมาะสมก่อนใช้งาน แม้มีต้นทุนสูงกว่าสารเคมีทางการเกษตรบางประเภท แต่เป็นอีกทางเลือกสำหรับกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารปลอดภัยและการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
“REPIDS” งานวิจัยที่เชื่อมโยงการจัดการขยะกับการเกษตร
- โครงการ “REPIDS” พัฒนาขึ้นจากแนวคิด Recycle, Repurpose และ Reuse ผสมผสานกับคำว่า Lipid ที่หมายถึงไขมัน โดยมุ่งนำทรัพยากรเหลือใช้กลับมาสร้างประโยชน์ พร้อมให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
- ตลอดระยะเวลาการทดลองประมาณ 4 ปี ทีมวิจัยได้ทำงานร่วมกับชุมชนในจังหวัดน่าน และขยายแนวทางไปยังพื้นที่ภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่และเชียงราย โดยออกแบบกระบวนการให้สามารถใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่หาได้ในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนารูปแบบรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วผ่านธนาคารขยะ และศึกษาแนวทางใช้โรงเรียนเป็นจุดรวบรวมน้ำมันจากครัวเรือน ก่อนนำไปแปรรูปและส่งกลับมาใช้สนับสนุนการทำเกษตรปลอดภัยในพื้นที่
จากงานวิจัยสู่การสร้างศักยภาพให้ชุมชนพึ่งพาตนเอง
- เป้าหมายของทีมวิจัยไม่ได้อยู่ที่การผลิตสบู่โพแทสเซียมเพื่อจำหน่ายเอง แต่ต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างศักยภาพให้วิสาหกิจชุมชนหรือพันธมิตรในพื้นที่สามารถนำไปต่อยอดได้ ดร.ณัฐพงศ์ มองว่าความยั่งยืนของโครงการขึ้นอยู่กับความพร้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะเทคโนโลยีจะสร้างประโยชน์ได้ในระยะยาว เมื่อคนในพื้นที่สามารถดำเนินงานต่อได้ด้วยตนเอง
- การเปลี่ยน “น้ำมันก้นกระทะ” ให้เป็นสบู่โพแทสเซียมจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าให้ของเหลือใช้ แต่เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยจุฬาฯ มาเชื่อมโยงกับปัญหาสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการจัดการทรัพยากร เพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
💡 รายการรอบตัวเรา วันอาทิตย์ 10.30 น. Chula Radio [18 ต.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิทยากร: ดร.ณัฐพงศ์ ตันติวิวัฒนพันธ์ นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




