Updates / รอบตัวเรา
รู้ทันน้ำ ก่อนน้ำมา

รู้ทันน้ำ ก่อนน้ำมา
เข้าใจสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างมีข้อมูลสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องเฝ้าระวัง แต่การประเมินความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว ยังเกี่ยวข้องกับระดับน้ำในแม่น้ำ ปริมาณน้ำในเขื่อน น้ำทะเลหนุน และประสิทธิภาพของระบบระบายน้ำ การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างเหมาะสม (นาที 1.33)
สถานการณ์น้ำแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ต้องพิจารณาเป็นรายลุ่มน้ำ
สถานการณ์น้ำในแต่ละลุ่มน้ำมีความแตกต่างกัน โดยในช่วงเวลาของการสัมภาษณ์ ลุ่มน้ำบางปะกง ยังต้องเฝ้าระวังจากปริมาณน้ำที่ไหลมารวมกันในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลองในพื้นที่กาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงครามเริ่มคลี่คลาย แต่ยังต้องติดตามฝนที่อาจตกเพิ่มเติมในพื้นที่ท้ายเขื่อน สำหรับ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา การประเมินสถานการณ์ต้องพิจารณาทั้งแนวโน้มปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน การระบายน้ำจากเขื่อน และศักยภาพของระบบรับน้ำในพื้นที่ตอนล่าง โดยไม่สามารถใช้ปริมาณฝนหรือระดับน้ำเพียงจุดเดียวในการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้
การระบายน้ำจากเขื่อน ต้องคำนึงถึงฝน น้ำทะเลหนุน และความต้องการใช้น้ำ
การบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนต้องอาศัยข้อมูลคาดการณ์ฝนและปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ โดยหลักการควรมีการพร่องน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน แต่การคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้ายังมีความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันการบริหารน้ำต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำสำรองสำหรับฤดูแล้ง หากมีฝนตกมากกว่าที่คาดการณ์ อาจทำให้ระดับน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มเติม แม้อยู่ในช่วงที่มีน้ำทะเลหนุน การตัดสินใจจึงต้องอาศัยข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งการพยากรณ์อากาศ ระดับน้ำในแม่น้ำ ปริมาณน้ำในเขื่อน และสภาพพื้นที่ โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทำหน้าที่ประสานและประมวลข้อมูลเพื่อประกอบการบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“ฝนตกหนัก” ต้องรู้ด้วยว่าตกที่ไหน และส่งผลกระทบอย่างไร
การแจ้งเตือนว่าฝนจะตกหนักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะความรุนแรงของผลกระทบขึ้นอยู่กับปริมาณฝน ตำแหน่งที่ฝนตก ลักษณะพื้นที่ และความสามารถในการระบายน้ำ ตัวอย่างเช่น หากคาดการณ์ว่าจะมีฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ต้องพิจารณาว่าฝนจะตกเหนือเขื่อนหรือท้ายเขื่อน และส่งผลต่อพื้นที่ปลายน้ำอย่างไร เพื่อให้หน่วยงานสามารถวางแผนบริหารจัดการน้ำและสื่อสารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม การแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพจึงควรเชื่อมโยงข้อมูลพยากรณ์ฝนกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจได้จริง
รู้พื้นที่ รู้ฝน รู้ระดับน้ำ เตรียมพร้อมรับมือก่อนเกิดอุทกภัย
ประชาชนควรเริ่มจากการทำความเข้าใจความเสี่ยงของพื้นที่ตนเอง เช่น บ้านอยู่ใกล้แม่น้ำหรือคลองหรือไม่ เคยเกิดน้ำท่วมหรือน้ำหลากหรือไม่ และเป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังง่ายเพียงใด ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบกับการพยากรณ์ฝนและประกาศเตือนภัย สำหรับกรุงเทพมหานคร การติดตามระดับน้ำในคลองควบคู่กับการแจ้งเตือนฝนระยะสั้นประมาณ 3 ชั่วโมงล่วงหน้าจากข้อมูลเรดาร์ จะช่วยให้ประชาชนประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น รวมถึงสามารถแจ้งหน่วยงานในพื้นที่เมื่อพบปัญหาการระบายน้ำ ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมแม่น้ำ หรือบริเวณราบเชิงเขาที่เคยเกิดน้ำหลาก หากมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ควรเตรียมยกสิ่งของสำคัญขึ้นที่สูง และวางแผนเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีผู้ป่วยหรือผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
“รู้ทันน้ำ” ไม่ใช่แค่รู้ว่าน้ำจะมาเมื่อไร แต่ต้องรู้ว่าจะรับมืออย่างไร
แม้สถานการณ์น้ำในบางพื้นที่จะเริ่มคลี่คลาย แต่ยังจำเป็นต้องติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมหลายวัน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำหลาก หัวใจสำคัญของการรับมืออุทกภัย จึงไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ แต่คือการเข้าใจความสัมพันธ์ของฝน เขื่อน แม่น้ำ ระบบระบายน้ำ และลักษณะพื้นที่ เพื่อประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมได้อย่างเหมาะสม การ “รู้ทันน้ำ” จึงเริ่มต้นจากการรู้จักพื้นที่ของตนเอง ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมพร้อมล่วงหน้า เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างมีสติและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
💡 รายการรอบตัวเรา วันอาทิตย์ 10.30 น. Chula Radio [11 ต.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิทยากร: รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์




