กลับไปหน้า Updates
Updates / ปกิณกะอินเดีย
โซนัม วังชุก นักปฏิรูปการศึกษาแห่งลาดัข

โซนัม วังชุก นักปฏิรูปการศึกษาแห่งลาดัข
เพลง Give Me Some Sunshine
- เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า ผู้ฟังหลายคนจะจดจำเพลงนี้ได้ทันทีที่ได้ยิน เพราะเพลง “Give Me Some Sunshine” เป็นเพลงจากภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งที่คนไทยรู้จักกันดี คือเรื่อง “3 Idiots” ภาพยนตร์ปี ค.ศ. 2009 ที่คนไทยรู้จักกันในนาม “3 อัจฉริยะปัญญาอ่อน” นักแสดงนำฝ่ายชาย หรือปัญญาอ่อนทั้งสาม คือ รัญโจ, ฟัรฮัน และ ราชู รับบทโดย อามีร์ ข่าน (Amir Khan) อาร์. มาธวัน (R. Madhavan) และ ศรรมัน โชศี (Sharman Joshi) ตามลำดับ ส่วนฝ่ายหญิงคือ กรีนา กปูร (Kareena Kapoor) กำกับโดยราชกุมาร หิรานี (Rajkumar Hirani) ซึ่งเราต้องให้เครดิตเขาเป็นอย่างมากเพราะนำพาภาพยนตร์เรื่องนี้ไปสู่ความสำเร็จระดับโลกอย่างถล่มทลาย
- ส่วนเพลงที่เราเปิดให้ฟังเป็นเสียงร้องของ สุรัช ชคัน (Suraj Jagan) กับศรรมัน โชศีซึ่งเป็นหนึ่งในนักแสดงนำนั่นเอง
โซนัม วังชุก นักปฏิรูปการศึกษาแห่งลาดัข (นาที 3.50)
- วันที่ 1 กันยายน ตรงกับวันเกิดครบรอบ 60 ปี ของโซนัม วังชุก (Sonam Wangchuk) วิศวกรและนักปฏิรูปการศึกษาชาวอินเดีย จากดินแดนสหภาพลาดัข (Ladakh) บนเทือกเขาสูงและหนาวเหน็บ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของมลรัฐชัมมูและแคชเมียร์ (Jammu & Kashmir) ในปัจจุบันวังชุกเป็นหนึ่งในบรรดาผู้เคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงในวงการศึกษาของอินเดีย
- ก่อนอื่นเราต้องขอเรียนให้ผู้ฟังทราบก่อนว่า โซนัม วังชุกผู้นี้ ได้รับรางวัลสำคัญหลายรางวัลด้วยกัน รางวัลล่าสุดที่เขาได้รับคือรางวัลรามอน แมกไซไซ (Ramon Magsaysay Award) ในปี ค.ศ. 2018 และก่อนหน้านั้นเขายังเพิ่งได้รับรางวัลระดับโลกด้านสถาปัตยกรรมเพื่อความยั่งยืน (Global Award for Sustainable Architecture) จาก UNESCO ในปี ค.ศ. 2017 ด้วย
- วังชุกถือกำเนิดในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1966 ในลาดัข ครอบครัวของวังชุกเป็นหนึ่งในเพียงห้าครัวเรือนในหมู่บ้านบนเทือกเขาอูเลย์ตอกโป (Uleytokpo) อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ หมู่บ้านของเขาอยู่ห่างจากเมืองเลห์ (Leh) ประมาณ 70 กิโลเมตร (44 ไมล์) ในขณะนั้นยังคงจัดเป็นส่วนหนึ่งของมลรัฐชัมมูและแคชเมียร์ ก่อนที่จะได้รับการประกาศแยกออกมาเป็นดินแดนสหภาพในปี ค.ศ. 2019
- ลาดัขเป็นพื้นที่ซึ่งจัดได้ว่ามีประชากรเบาบางที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดีย ในสมัยนั้นการศึกษายังคงไม่แพร่กระจายเข้าไปมากนัก เนื่องจากหมู่บ้านห่างไกลที่วังชุกเกิดนั้นยังไม่มีโรงเรียนอย่างเป็นทางการ วังชุกจึงได้รับการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานจากคุณแม่ของเขาเอง คือนางเซริง วังโม (Tsering Wangmo) วังชุกเล่าเกี่ยวกับแม่ของตนไว้ว่า “แม่ไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่เป็นผู้มีความรู้สูงมาก”
กว่าที่วังชุกจะเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนอย่างเป็นทางการเขาก็อายุได้ประมาณเก้าขวบแล้ว ตอนนั้นครอบครัวของเขาย้ายไปศรีนคร (Srinagar) เมืองหลวงของชัมมูและแคชเมียร์ หลังจากที่บิดาของเขา โซนัม วังยาล (Sonam Wangyal) ได้รับเลือกเข้าสู่สภานิติบัญญัติของมลรัฐ
- คุณพ่อวังยาลของเขาเป็นนักการเมืองคนสำคัญคนหนึ่ง เขาเริ่มเส้นทางการเมืองจากการสังกัดพรรค National Conference และต่อมาได้ย้ายไปสังกัดพรรค Indian National Congress วังยาลเป็นที่จดจำจากการรณรงค์เพื่อสิทธิและสวัสดิภาพของชาวลาดัข ภาพจำที่โดดเด่นที่สุดในบทบาทสาธารณะของวังยาลน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เขาประกาศอดอาหารประท้วงในปี ค.ศ. 1984 เพื่อเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสิทธิของชนพื้นเมืองชาวลาดัข
- ในครั้งนั้นตรงกับสมัยของนายกรัฐมนตรีอินทิรา คานธี ซึ่งในเหตุการณ์อดอาหารประท้วงของวังยาล นางอินทิรา คานธี ได้นั่งเครื่องบินมายังเมืองเลห์เพื่อพบกับเขาโดยตรง พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะดำเนินการตามข้อเรียกร้องและโน้มน้าวให้เขายุติการอดอาหาร หลังจากนั้นเธอได้ส่งเครื่องดื่มให้แก่เขาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการยุติการประท้วงดังกล่าว
- ทางฝ่ายของวังชุก หลังจากย้ายไปศรีนครแล้ว เขาก็ต้องประสบปัญหาในการเรียนที่โรงเรียนที่นั่นไม่น้อย เพราะวังชุกพูดแต่ภาษาลาดัขมาตลอดตั้งแต่เกิด แต่ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอนในศรีนครส่วนใหญ่คือภาษาอุรดู ซึ่งเป็นภาษาทางการของชัมมูและแคชเมียร์ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมักถูกครูลงโทษด้วยไม้เรียวบ่อยครั้ง เขาเรียกช่วงเวลานั้นว่าเป็นช่วงที่มืดมนที่สุดในชีวิต เนื่องจากถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กที่การเรียนรู้ช้า ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงเพราะเขาขาดการศึกษาตามระบบมาตั้งแต่ต้นเท่านั้น
- เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เขาตัดสินใจหนีไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมในนิวเดลี ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกว่า ตอนนั้นเขามีอายุเพียง 12 ปี ก่อนจะกลับมาศรีนครอีกครั้งเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกลที่วิทยาลัยวิศวกรรมภูมิภาคศรีนคร (Regional Engineering College Srinagar) ซึ่งปัจจุบันคือสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติศรีนคร (National Institute of Technology Srinagar)
หลังจากสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1987 วังชุกได้ร่วมมือกับนักเรียนชาวลาดัขกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อจัดตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่มุ่งเน้นด้านการศึกษาที่เรียกว่า Students’ Educational and Cultural Movement of Ladakh (SECMOL) พยายามแก้ไขช่องว่างขนาดใหญ่ในระบบการศึกษาของลาดัข ซึ่งในขณะนั้นประสบปัญหาอย่างหนัก
- นักเรียนที่สอบเข้าทำงานในหน่วยงานรัฐมีอัตราล้มเหลวสูงมากถึงร้อยละ 95 ซึ่งหลังจากการตรวจสอบ SECMOL ก็สามารถระบุได้ว่า เหตุแห่งความล้มเหลวเกิดจากหลักสูตรที่ขาดการเชื่อมต่อจากภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งครูผู้สอนได้รับการฝึกอบรมไม่เพียงพอ นักเรียนในลาดัขมักจะได้รับการศึกษาเฉพาะด้วยภาษาลาดัขและทิเบต ในขณะที่การจะสอบเข้าทำงานในหน่วยงานราชการต้องพึ่งพาภาษาอังกฤษและอุรดูเป็นหลัก จึงไม่แปลกเลยที่อัตราการสอบตกจะสูงมาก
- ดังนั้นองค์กร SECMOL จึงเริ่มต้นด้วยการจัดสอนซ่อมเสริมให้บรรดานักเรียนที่มีผลการเรียนอ่อน และร่วมมือกับโรงเรียนในท้องถิ่นเพื่อดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เสริมความรู้เกี่ยวกับภาษา ด้วยวิธีการและสื่อการสอนที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น แนวทางดังกล่าวช่วยลดอัตราการสอบตกของนักเรียน และนำไปสู่การเปิดตัวโครงการ “Operation New Hope” ในปี ค.ศ. 1994 ซึ่งเป็นการขยายผลโครงการปฏิรูปการศึกษาให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วภูมิภาคลาดัข โครงการนี้ริเริ่มโดย SECMOL ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ และต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการศึกษาอย่างเป็นทางการของรัฐบาลท้องถิ่น
- หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1998 SECMOL ได้ก่อตั้งโรงเรียนประจำเป็นขององค์กรเอง ตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้านเฟย์ (Phey) ซึ่งเป็นโรงเรียนพิเศษที่ใช้เกณฑ์การรับนักเรียนจากผลการสอบที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แทนที่จะดูจากผลการเรียนปกติ จุดมุ่งหมายเป็นไปเพื่อกอบกู้ความมั่นใจในการใช้ชีวิตแก่นักเรียนเหล่านั้น
- ในฐานะวิศวกร วังชุกได้สอนวิชานวัตกรรมที่โรงเรียนแห่งนี้ โดยเขาร่วมมือกับนักเรียนในการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสร้างความอบอุ่น อาคารเหล่านี้มีต้นทุนต่ำและสร้างขึ้นจากดินและโคลน แต่สามารถรักษาอุณหภูมิภายในไว้ที่ 15 องศาเซลเซียสได้ แม้ว่าอุณหภูมิภายนอกจะลดต่ำลงถึงติดลบ 15 องศาเซลเซียสในช่วงฤดูหนาวของลาดักก็ตาม
- นอกจากเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ ในภาคสามัญ โรงเรียนประจำดังกล่าวยังส่งเสริมทักษะด้านการทำอาหาร เกษตรกรรม การก่อสร้าง สุขอนามัย กีฬา และทักษะการใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ อีกมากมาย เช่นทักษะการเป็นผู้นำ อีกทั้งยังส่งเสริมให้นักเรียนลงมือประดิษฐ์อุปกรณ์และคิดค้นนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยตนเอง ภายใต้การนำของวังชุก นักเรียนของ SECMOL สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนและพัฒนาเทคโนโลยีเชิงนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทางโรงเรียนและหมู่บ้านต่าง ๆ ในลาดัข
ผลงานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของวังชุก ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากคือ “สถูปน้ำแข็ง” (Ice Stupa) เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภูเขา อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็ง
- เขาได้คิดค้นนวัตกรรมสถูปน้ำแข็งหรือธารน้ำแข็งเทียมขึ้น โดยทำหน้าที่กักเก็บน้ำจากลำธารในช่วงฤดูหนาวไว้ในรูปแบบของกองน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่มีรูปทรงคล้ายสถูป แล้วค่อย ๆ ปล่อยน้ำออกมาในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นเวลาที่เกษตรกรมีความต้องการใช้น้ำ
- แนวคิดดังกล่าว วังชุกได้ปรับปรุงจากวิธีการของเพื่อนร่วมวงการที่ชื่อ เชวัง นอร์เฟล (Chewang Norphel) มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำที่เกษตรกรต้องเผชิญในช่วงฤดูแล้งของภูมิภาคลาดัขซึ่งมีสภาพภูมิประเทศเป็นทะเลทรายหนาวเย็นบนพื้นที่สูง วังชุกพัฒนาสถูปน้ำแข็งพร้อมด้วยความร่วมมือจากเหล่าลูกศิษย์ที่เขาปลุกปั้นขึ้นมา ผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาได้รับรางวัล Rolex Award for Enterprise ประจำปี ค.ศ. 2016 และต่อมาเขายังได้รับเชิญให้ไปสร้างสถูปน้ำแข็งลักษณะเดียวกันนี้ที่เทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย
วังชุกยังได้รับรางวัล Ramon Magsaysay Award ในปี ค.ศ. 2018 ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติระดับเอเชียที่มอบให้แก่ผู้ที่อุทิศตนเพื่อสังคมอย่างแท้จริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก อันเป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของเขาในการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคลาดัข
- วังชุกเป็นบุคคลสำคัญใน “ขบวนการลาดัขใหม่” (New Ladakh Movement) ซึ่งเป็นแคมเปญทางสังคมที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มคนหนุ่มสาวและเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2013 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ
- กลุ่มดังกล่าวได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นในปี ค.ศ. 2015 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งเลยแม้แต่ที่นั่งเดียว หลังจากนั้นทางกลุ่มจึงตัดสินใจยุติบทบาททางการเมืองและหันมามุ่งเน้นการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมต่อไป
- ในปี ค.ศ. 2019 รัฐบาลอินเดียได้ยกเลิกสถานะพิเศษและสถานะความเป็นมลรัฐของชัมมูและแคชเมียร์ พร้อมทั้งแยกพื้นที่ลาดัขออกมา และปรับเปลี่ยนสถานะของทั้งสองพื้นที่ให้เป็นดินแดนสหภาพ (Union Territories) วังชุกได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลภายใต้การนำของนเรนทรา โมดี เพราะเขามองว่านี่คือ “การทำให้ความฝันอันยาวนานของชาวลาดัขเป็นจริง” ในการแยกตัวออกจากชัมมูและแคชเมียร์ และอยู่ภายใต้การบริหารจัดการโดยตรงจากรัฐบาลกลาง
โซนัม วังชุก เป็นหนึ่งในนักต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองที่ใช้เทคนิคการอดอาหารประท้วงบ่อยที่สุดคนหนึ่ง
- ดังที่เคยเกริ่นไว้ตอนต้นเกี่ยวกับพ่อของเขา โซนัม วังยาล ที่เคยอดอาหารประท้วงรัฐบาลของอินทิรา คานธี มาแล้วครั้งหนึ่ง วังชุกเองก็อดอาหารประท้วงในการต่อสู้ทางการเมืองของเขาเป็นประจำ เช่นในปี ค.ศ. 2023 และปี ค.ศ. 2024 เขาก็เคยอดอาหารประท้วงหลายครั้ง ครั้งละหลายวัน เพื่อเรียกร้องสิทธิบางประการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศของชาวพื้นเมืองลาดัข ซึ่งกำลังถูกรุกรานจากการทำเหมืองแร่และผลประโยชน์ทางการค้า เช่นเดียวกับในปี ค.ศ. 2025 ที่เขาเคยประกาศจะอดอาหารจนกว่าจะเสียชีวิต เนื่องจากข้อเรียกร้องยังไม่ส่งผลเป็นรูปธรรม แต่การอดอาหารก็ต้องถูกตัดจบไปเพราะเกิดความรุนแรงระหว่างทางการกับกลุ่มยุวชนนักต่อสู้
- การอดอาหารครั้งล่าสุดของโซนัม วังชุก ก็เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมปีนี้ ซึ่งผู้ฟังคงจำได้ดีว่าเกิดเหตุขับไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ธรรเมนทรา ประธาน (Dharmendra Pradhan) ออกจากตำแหน่งเนื่องจากกรณีข้อสอบรั่วไหล แม้ว่านักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวอินเดียผู้นี้จะมีอายุเกือบ 60 ปีแล้ว แต่เขากลับเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของขบวนการ “แมลงสาบ” แห่งคนรุ่นเจน Z ที่ประสบความสำเร็จในการขับไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี โดยเขาอดอาหารประท้วงเป็นเวลา 26 วัน
- การอดอาหารประท้วงของเขา ควบคู่ไปกับการนั่งประท้วงของกลุ่มเยาวชนพรรคแมลงสาบชนตา (Cockroach Janta Party) เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อสอบที่ส่งผลกระทบต่อนักเรียนหลายล้านคน ทำให้เขาได้รับความนิยมใหม่ในหมู่คนหนุ่มสาวชาวอินเดีย ซึ่งช่วยเปลี่ยนประเด็นนี้ให้กลายเป็นขบวนการของคนรุ่น Gen Z ที่กว้างขวางขึ้น ผู้คนบางส่วนเปรียบเทียบวังชุกมหาตมา คานธี วีรบุรุษผู้กอบกู้เอกราชของอินเดีย เขาได้รับข้อความทั้งในรูปแบบวิดีโอและข้อความตัวอักษรเพื่อแสดงกำลังใจจากทั่วอินเดีย รวมถึงจากนักแสดงบอลลีวูดด้วย
- “ผมไม่ใช่คานธีและไม่ใช่ฮีโร่” เขากล่าวในระหว่างการอดอาหารประท้วง “ผมเป็นเพียงพลเมืองธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของตนเอง อย่ามองหาฮีโร่ในตัวผู้อื่นเลย จงเป็นฮีโร่ในชีวิตของตัวคุณเองและทำหน้าที่ความรับผิดชอบของคุณให้สมบูรณ์”
- และแล้วเมื่อการอดอาหารของวังชุกดำเนินไปถึงวันที่ 21 เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เชิญเขาออกจากพื้นที่และนำส่งโรงพยาบาล และจากที่โรงพยาบาลวังชุกก็ยังคงสื่อสารกับมวลชนว่าเขาจะยังคงเดินหน้าอดอาหารประท้วงต่อไป พร้อมกับหนุนให้บรรดามวลชนเดินขบวนอหิงสาไปยังรัฐสภาในวันที่ 20 กรกฎาคม
- รัฐบาลส่งคนมาเจรจากับวังชุกหลายต่อหลายครั้งที่โรงพยาบาลให้เขาเลิกอดอาหาร โดยจะรับฟังข้อเสนอของวังชุกและนำไปดำเนินการ วังชุกยังยื่นข้อเสนอด้วยว่ารัฐบาลจะต้องไม่ดำเนินการทางกฎหมายกับยุวชนที่เดินขบวนประท้วง และหลังจากนั้น ในวันที่ 26 ของการอดอาหาร ธรรเมนทรา ประธานก็ลาออก ซึ่งหมายถึงชัยชนะของเหล่ายุวชนในที่สุด
- หลายคนเชื่อด้วยว่า โซนัม วังชุก นี่เองคือต้นแบบของตัวละครรัญโจ ในภาพยนตร์เรื่อง 3 Idiots อย่างไรก็ตาม อามีร์ ข่าน ผู้รับบทรัญโจปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว และบอกว่าในตอนแสดงภาพยนตร์เขาไม่เคยรู้เรื่องราวของวังชุกมาก่อน ซึ่งวังชุกก็ออกมาตอบอย่างติดตลกว่า ข่านอาจจะความจำเสื่อมชั่วคราว เพราะพวกเขาเคยเจอกันและคุยกันในปี ค.ศ. 2008 และเสริมว่า ดูจากตัวละครแล้วเรื่องราวของตนน่าจะเป็นเพียงแรงบันดาลใจมากกว่าจะเป็นต้นแบบโดยตรง
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [12 ก.ย.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




