กลับไปหน้า Updates
Updates / ปกิณกะอินเดีย
โซเนีย คานธี: จากความรักสู่ความผูกพันกับอินเดีย

โซเนีย คานธี: จากความรักสู่ความผูกพันกับอินเดีย
เพลง Sawan Ka Mahina
- เพลง “Sawan Ka Mahina” จากภาพยนตร์เรื่อง Milan ออกฉายใน ปี ค.ศ. 1967 ขับร้องโดย ลตา มังเกศการ์ (Lata Mangeshkar) และ มุเกศ (Mukesh) คำว่า Sawan หมายถึง ช่วงฤดูฝน ซึ่งในวัฒนธรรมอินเดียมักเชื่อมโยงกับความรักและความคิดถึง
- เหตุที่เลือกเพลงนี้ เพราะออกมาในช่วงเวลาเดียวกับที่ความรักของโซเนียและราจีฟ คานธีกำลังก่อตัวขึ้น ทั้งสองพบกันที่เคมบริดจ์ใน ปี ค.ศ. 1965 ก่อนจะแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1968 แม้ไม่มีหลักฐานว่าเพลงนี้มีความหมายพิเศษสำหรับทั้งคู่ แต่บรรยากาศของเพลงก็ช่วยพาเราย้อนกลับไปสู่ช่วงเริ่มต้นของความรัก ซึ่งท้ายที่สุดได้นำหญิงสาวชาวอิตาลีคนหนึ่งมาสู่อินเดีย
โซเนีย คานธี (นาที 3.36)
- บุคคลสำคัญคนหนึ่งของการเมืองอินเดียร่วมสมัย มิได้ถือกำเนิดในอินเดีย หากเกิดและเติบโตห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรในประเทศอิตาลี เธอคือ โซเนีย คานธี (Sonia Gandhi) สตรีผู้ซึ่งครั้งหนึ่งแทบไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับการเมือง แต่กลับก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพรรคคองเกรส และมีบทบาทสำคัญในการเมืองอินเดียมาอย่างยาวนาน และอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของประเทศเป็นเวลาหลายทศวรรษ
- เหตุที่วันนี้รายการหยิบยกเรื่องราวของโซเนีย คานธีมาพูดถึง ก็เพราะในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 หนังสือบันทึกความทรงจำของเธอกำลังจะออกวางจำหน่าย หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Belonging: A Journey of Love และนับเป็นหนังสือที่ผู้สนใจการเมืองอินเดียกำลังรออ่านกันไม่น้อยเลยทีเดียว
Belonging: A Journey of Love (จากความรักสู่ความผูกพัน)
- หากแปลชื่อหนังสือแบบตรงตัว “Belonging: A Journey of Love” อาจแปลได้ว่า “การเป็นส่วนหนึ่ง: การเดินทางแห่งความรัก” ซึ่งฟังดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติในภาษาไทย ผมจึงขอแปลชื่อหนังสือเล่มนี้เสียใหม่ว่า “จากความรักสู่ความผูกพัน”
- เหตุที่ผมเลือกแปลเช่นนี้ เพราะคำว่า Belonging มีความหมายมากกว่าการ “เป็นส่วนหนึ่ง” หากยังสื่อถึงความรู้สึกผูกพัน การมีที่ทางของตนเอง และการรู้สึกว่าสถานที่แห่งหนึ่งคือบ้าน เมื่อมองย้อนกลับไปยังชีวิตของโซเนีย คานธี ชื่อหนังสือนี้จึงน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะความรักที่เธอมีต่อชายหนุ่มชาวอินเดียคนหนึ่งได้นำหญิงสาวชาวอิตาลีมายังอินเดีย และเมื่อเวลาผ่านไป ความรักที่มีต่อคนคนหนึ่งก็ค่อย ๆ นำไปสู่ความผูกพันกับครอบครัว สังคม และประเทศที่กลายมาเป็นบ้านของเธอ
- แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงการตีความชื่อหนังสือของผมก่อนที่จะได้อ่านหนังสือฉบับเต็ม แต่สิ่งที่สำนักพิมพ์เปิดเผยเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะ Belonging มีความยาวถึง 544 หน้า
- จะเป็นครั้งสำคัญที่โซเนีย คานธี ซึ่งตลอดชีวิตค่อนข้างเก็บตัวและไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัว จะออกมาเล่าชีวิตของตนเอง ตั้งแต่ครอบครัว ความรัก ความสูญเสีย ไปจนถึงการเมือง รวมทั้งเรื่องของอัตลักษณ์ หน้าที่ และความหมายของคำว่า “บ้าน”
ก่อนจะไปถึงเรื่องการเมือง เราต้องย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เสียก่อน และจุดเริ่มต้นมิได้อยู่ที่กรุงนิวเดลี หากอยู่ในประเทศอิตาลี
- โซเนีย คานธี เกิดในชื่อ โซเนีย ไมโน (Sonia Maino) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1946 เติบโตในแคว้นปีเยมอนเต (Piemonte) ทางตอนเหนือของอิตาลี ใกล้กับเมืองตูริน (Turin) เธอเติบโตในครอบครัวคาทอลิกธรรมดา ๆ และในเวลานั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่า เด็กหญิงชาวอิตาลีคนนี้จะเดินทางไปใช้ชีวิตในอินเดีย และวันหนึ่งจะกลายเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในการเมืองของประเทศที่มีประชากรมากกว่าพันล้านคน
- จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1965 ขณะมีอายุ 19 ปี โซเนียเดินทางไปเรียนภาษาอังกฤษที่เมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) ประเทศอังกฤษ ที่นั่นเองเธอได้พบกับนักศึกษาหนุ่มชาวอินเดียคนหนึ่ง และตกหลุมรักเขา ชายหนุ่มคนนั้นชื่อ ราจีฟ คานธี (Rajiv Gandhi)
- หากราจีฟเป็นชายหนุ่มชาวอินเดียธรรมดา เรื่องราวก็คงเป็นเพียงเรื่องรักของหนุ่มสาวสองคนที่พบกันในต่างแดน แต่ราจีฟมิได้มาจากครอบครัวธรรมดา เขาเป็นหลานชายของ ชวาหระลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย และเป็นบุตรชายของ อินทิรา คานธี (Indira Gandhi) ซึ่งขณะนั้นเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองและต่อมาก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอินเดีย
ตรงนี้ผู้ฟังอาจเริ่มสงสัยว่า เหตุใดหลานของ “เนห์รู” ใช้นามสกุล “คานธี” และคานธีที่ว่านี้เกี่ยวข้องอะไรกับ มหาตมา คานธี (Mahatma Gandhi) หรือไม่
- เรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยาก ชวาหระลาล เนห์รู มีบุตรีชื่อ อินทิรา เนห์รู (Indira Nehru) อินทิราแต่งงานกับชายหนุ่มชื่อ ฟีโรซ คานธี (Feroze Gandhi) จึงใช้นามสกุลของสามีและกลายเป็น อินทิรา คานธี ทั้งสองมีบุตรชายสองคนคือ ราจีฟ คานธี และ สัญชัย คานธี (Sanjay Gandhi)
- ฉะนั้นเมื่อเราพูดถึง “ตระกูลเนห์รู–คานธี” (Nehru–Gandhi family) เรากำลังพูดถึงครอบครัวที่เริ่มจากชวาหระลาล เนห์รู ผ่านอินทิรา คานธี มายังราจีฟ คานธี และคนรุ่นต่อมา ส่วนคำว่า “คานธี” ในชื่อตระกูลนี้มาจากฟีโรซ คานธี และ มิได้หมายความว่าครอบครัวนี้เป็นลูกหลานหรือมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับมหาตมา คานธี
เมื่อเข้าใจตรงนี้แล้ว เราก็กลับมายังเรื่องรักของราจีฟกับโซเนียได้
- ราจีฟในเวลานั้นเองก็ไม่ได้ต้องการเป็นนักการเมือง เขาสนใจเครื่องบินและเทคโนโลยี และต่อมาเลือกประกอบอาชีพเป็นนักบิน ชีวิตที่เขากับโซเนียใฝ่ฝันจึงดูเหมือนจะเป็นชีวิตครอบครัวธรรมดา มากกว่าชีวิตที่อยู่ท่ามกลางอำนาจและการเมือง
- ทั้งสองแต่งงานกันในปี ค.ศ. 1968 โซเนียจึงเดินทางจากอิตาลีมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอินเดีย เธอต้องเรียนรู้ภาษา เรียนรู้การแต่งกาย อาหาร ขนบธรรมเนียม และวิถีชีวิตแบบอินเดีย ที่สำคัญคือ เธอต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวซึ่งเรื่องส่วนตัวกับเรื่องการเมืองแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้
- โซเนียกับราจีฟมีบุตรด้วยกันสองคน คือ ราหุล คานธี (Rahul Gandhi) และ ปรียังกา คานธี (Priyanka Gandhi) ในช่วงนั้น โซเนียพยายามใช้ชีวิตครอบครัวอย่างสงบ และตัวราจีฟเองก็ยังคงทำงานเป็นนักบิน ทั้งคู่ดูเหมือนจะสามารถอยู่ห่างจากการเมืองเอาไว้ได้ แต่ในครอบครัวเนห์รู–คานธี การหลีกหนีจากการเมืองกลับไม่ใช่เรื่องง่าย
เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของราจีฟและโซเนีย
- เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของทั้งสองเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1980 เมื่อสัญชัย คานธี น้องชายของราจีฟ ซึ่งกำลังมีบทบาททางการเมืองอย่างมากและได้รับการมองว่าเป็นผู้สืบทอดทางการเมืองของอินทิรา เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก
- การเสียชีวิตของสัญชัยทำให้ราจีฟถูกดึงเข้าสู่การเมือง เขาลาออกจากอาชีพนักบินและเข้ามาช่วยงานมารดา แม้โซเนียจะไม่ต้องการให้สามีเข้าสู่เส้นทางนี้ก็ตาม
- สิ่งที่เธอหวาดกลัวกลับค่อย ๆ กลายเป็นความจริง เพียงสี่ปีต่อมา วันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1984 อินทิรา คานธีถูกองครักษ์ของตนเองลอบสังหาร ราจีฟจึงก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอินเดีย และหญิงสาวชาวอิตาลีที่เคยต้องการเพียงชีวิตครอบครัวธรรมดาก็กลายเป็นภริยาของนายกรัฐมนตรีอินเดีย
- แต่โศกนาฏกรรมของครอบครัวนี้ยังไม่สิ้นสุด วันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1991 ขณะที่ราจีฟกำลังหาเสียงเลือกตั้งในรัฐทมิฬนาฑู (Tamil Naidu) เขาถูกลอบสังหารด้วยระเบิดฆ่าตัวตาย ราจีฟเสียชีวิตขณะมีอายุเพียง 46 ปี
- สำหรับโซเนีย นี่มิใช่เพียงการสูญเสียอดีตนายกรัฐมนตรีของอินเดีย หากเป็นการสูญเสียชายหนุ่มที่เธอพบและตกหลุมรักที่เคมบริดจ์เมื่อ 26 ปีก่อน ชายผู้เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอเดินทางออกจากอิตาลีและเลือกอินเดียเป็นบ้าน
- หลังการเสียชีวิตของราจีฟ พรรคคองเกรสต้องการให้โซเนียเข้ามารับบทบาททางการเมือง แต่เธอปฏิเสธอยู่หลายปี ดูเหมือนว่าเธอยังไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในโลกที่ได้พรากทั้งแม่สามีและสามีไปจากเธอ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์ของพรรคคองเกรสเปลี่ยนแปลงไป พรรคซึ่งเคยครองการเมืองอินเดียมายาวนานกำลังอ่อนแอลง ในที่สุดโซเนียก็ตัดสินใจก้าวเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัว
- ปี ค.ศ. 1998 เธอขึ้นเป็นประธานพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย หรือ Indian National Congress การขึ้นเป็นผู้นำพรรคของโซเนียสร้างความประหลาดใจและข้อกังขาไม่น้อย หญิงที่เกิดในอิตาลี ภาษาแม่ไม่ใช่ภาษาฮินดี ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองยาวนาน และเคยพยายามหลีกเลี่ยงการเมืองมาตลอด จะสามารถนำพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษได้จริงหรือ
- แต่โซเนียกลับพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอสามารถอยู่ในโลกการเมืองอินเดียได้ เธอกลายเป็นประธานพรรคคองเกรสที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด และมีบทบาทสำคัญในการนำพรรคกลับคืนสู่อำนาจ
- จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปปี ค.ศ. 2004 ขณะนั้นหลายฝ่ายคาดว่าพรรค Bharatiya Janata Party หรือ BJP ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อตัล พิหารี วัชปายี (Atal Bihari Vajpayee) จะคงอำนาจไว้ได้ แต่ผลการเลือกตั้งกลับเปิดทางให้พรรคคองเกรสรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลผสมในนาม United Progressive Alliance หรือ UPA
- ในฐานะประธานพรรคคองเกรส โซเนีย คานธีจึงอยู่ในสถานะที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของอินเดีย
- ลองนึกภาพดูนะครับ หญิงสาวคนหนึ่งเกิดในอิตาลี เดินทางไปอังกฤษ พบรักกับชายหนุ่มชาวอินเดีย ย้ายตามสามีมาอยู่ในอินเดีย และสามสิบกว่าปีต่อมา เธอกำลังจะมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศนั้น
- แต่ในช่วงเวลาสำคัญที่สุด โซเนียกลับตัดสินใจว่า เธอจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจครั้งนั้นกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในชีวิตทางการเมืองของเธอ ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าโซเนียมิได้ยึดติดกับตำแหน่ง ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็มีคำอธิบายและการตีความทางการเมืองแตกต่างออกไป
- ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนคือ ดร. มันโมฮัน ซิงห์ (Manmohan Singh) นักเศรษฐศาสตร์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจอินเดียตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991
- อย่างไรก็ตาม การที่โซเนียไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมิได้หมายความว่าเธอถอนตัวจากอำนาจ ในช่วงที่รัฐบาล UPA บริหารอินเดียระหว่าง ค.ศ. 2004-2014 เธอยังคงเป็นประธานพรรคคองเกรสและเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในการเมืองอินเดีย
- บทบาทของเธอในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องถกเถียงมาตลอด ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเธอสามารถประคับประคองรัฐบาลผสมและเปิดทางให้มันโมฮัน ซิงห์บริหารประเทศ ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์มองว่าเกิดสภาวะที่อำนาจทางการเมืองส่วนหนึ่งอยู่กับผู้นำพรรคซึ่งมิได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
การเมืองอินเดียเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งในปี ค.ศ. 2014
- เมื่อ BJP ภายใต้การนำของ นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด พรรคคองเกรสพ่ายแพ้อย่างหนัก และยุคที่โซเนียอยู่ ณ ศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาลอินเดียก็สิ้นสุดลง
- แต่บทบาทของตระกูลเนห์รู–คานธียังไม่สิ้นสุด ปัจจุบันโซเนียเป็นสมาชิกราชยสภา (Rajya Sabha) หรือสภาสูงของรัฐสภาอินเดีย ขณะที่ราหุลและปรียังกา บุตรทั้งสองของเธอต่างเป็นสมาชิก โลกสภา (Lok Sabha) หรือสภาล่าง และราหุลยังดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในโลกสภาอีกด้วย
เมื่อมองย้อนกลับมาตั้งแต่ต้น เราเริ่มเห็นแล้วว่าเหตุใดหนังสือ Belonging น่าสนใจ
- หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงบันทึกชีวิตของนักการเมืองหญิงคนหนึ่ง หากชีวิตของโซเนีย คานธี พาดผ่านประวัติศาสตร์การเมืองอินเดียมากว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่อินทิรา คานธี ราจีฟ คานธี การกลับคืนสู่อำนาจของพรรคคองเกรสในปี ค.ศ. 2004 จนถึงการขึ้นมาครองความเป็นใหญ่ของ BJP ภายใต้นเรนทรา โมดี
- ก่อนที่หนังสือจะออกวางจำหน่าย มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้ Belonging ได้รับความสนใจมากขึ้น นั่นคือประเด็นเกี่ยวกับการจัดพิมพ์หนังสือในอินเดีย
- มีรายงานข่าวว่า Penguin Random House India จะไม่ได้เป็นผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในอินเดีย และมีรายงานบางกระแสเชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวกับการเสนอให้แก้ไขข้อความบางส่วนในต้นฉบับ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน
- อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องกล่าวด้วยความระมัดระวัง เพราะ Penguin Random House India ได้ชี้แจงว่า การกล่าวว่าบริษัทไม่จัดพิมพ์หนังสือเพราะโซเนียปฏิเสธการแก้ไขต้นฉบับนั้น ไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงของสถานการณ์อย่างถูกต้อง และการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนการเสนอให้แก้ไขต้นฉบับ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดพิมพ์ตามปกติ
- เพราะฉะนั้นเราคงต้องรอดูต่อไปว่า หนังสือเล่มนี้จะได้รับการจัดพิมพ์และเผยแพร่ในอินเดียอย่างไร แต่สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ Belonging มีกำหนดออกวางจำหน่ายในระดับนานาชาติวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 2026 โดยสำนักพิมพ์ Knopf
- สิ่งที่ทำให้ผมอยากอ่านหนังสือเล่มนี้มากที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะโซเนีย คานธี จะเล่าเรื่องการเมือง หากเป็นเพราะนี่อาจเป็นโอกาสที่เราจะได้ฟังเรื่องราวจากตัวเธอเอง หลังจากตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เราได้ฟังผู้อื่นพูดถึงเธอมาโดยตลอด
- เราอาจได้รู้ว่าหญิงสาววัย 19 ปีรู้สึกอย่างไรเมื่อพบราจีฟครั้งแรกที่เคมบริดจ์ เธอปรับตัวอย่างไรเมื่อต้องจากบ้านเกิดมาอยู่ในอินเดีย เธอรู้สึกอย่างไรเมื่อสามีตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ทั้งที่เธอไม่ต้องการให้เขาเดินบนเส้นทางนั้น เธอผ่านความสูญเสียทั้งอินทิราและราจีฟมาได้อย่างไร เหตุใดผู้หญิงที่เคยพยายามหลีกหนีการเมืองจึงตัดสินใจก้าวเข้ามานำพรรคคองเกรส และที่สำคัญ เหตุใดในปี ค.ศ. 2004 เมื่อโอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ตรงหน้า เธอจึงตัดสินใจปฏิเสธตำแหน่งนั้น
เมื่อย้อนกลับมามองชื่อหนังสืออีกครั้ง ผมยิ่งคิดว่า Belonging: A Journey of Love เป็นชื่อที่น่าสนใจมาก
- ชีวิตของโซเนียเริ่มต้นจากหญิงสาวชาวอิตาลีคนหนึ่งที่พบรักกับชายหนุ่มชาวอินเดีย ความรักทำให้เธอเดินทางมายังอินเดีย แต่หลังจากนั้น ชีวิตก็ทำให้เธอต้องพบกับทั้งความสุขและความสูญเสีย ต้องเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมใหม่ ต้องสูญเสียบุคคลที่เธอรัก และท้ายที่สุดต้องก้าวเข้าไปอยู่ในโลกการเมืองที่ครั้งหนึ่งเธอพยายามหลีกหนี
- จากหญิงสาวชาวอิตาลี เธอกลายเป็นสะใภ้ของครอบครัวเนห์รู–คานธี จากภรรยาของนักบิน กลายเป็นภริยาของนายกรัฐมนตรี จากหญิงที่ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง กลายเป็นประธานพรรคคองเกรส และจากคนที่ถูกตั้งคำถามครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเธอเกิดที่ใด กลับกลายเป็นบุคคลที่มีบทบาทต่อการเมืองอินเดียมานานหลายทศวรรษ
- สำหรับผมแล้ว Belonging อาจมิได้หมายถึงเพียงการ “เป็นส่วนหนึ่ง” ของอินเดียเท่านั้น แต่อาจหมายถึงกระบวนการที่คนคนหนึ่งค่อย ๆ สร้างความผูกพันกับสถานที่ซึ่งเดิมมิใช่บ้านเกิดของตน จนสถานที่แห่งนั้นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้
- นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมขอแปลชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า “จากความรักสู่ความผูกพัน” เพราะหากมองตลอดเส้นทางชีวิตของโซเนีย คานธี ทุกอย่างเริ่มต้นจากความรักที่เธอมีต่อราจีฟ คานธี แต่ความรักครั้งนั้นได้นำเธอมาสู่ครอบครัวหนึ่ง สังคมหนึ่ง และประเทศหนึ่ง ซึ่งในที่สุดกลายมาเป็นบ้านของเธอ
- เมื่อ Belonging ออกวางจำหน่ายในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ เราคงได้รู้กันว่า การตีความของผมถูกต้องมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญ เราจะได้ฟังจากโซเนีย คานธี เองว่าจากหญิงสาวชาวอิตาลีที่เดินทางมายังอินเดียเพราะความรัก อินเดียค่อย ๆ กลายเป็นบ้านของเธอได้อย่างไร
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [5 ก.ย.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




