Updates / ปกิณกะอินเดีย
อินเดียกับภารกิจอนุรักษ์เสือโคร่งเบงกอล

อินเดียกับภารกิจอนุรักษ์เสือโคร่งเบงกอล
เพลง Tiger Anthem (บทเพลงแห่งเสือโคร่ง)
เป็นเพลงที่ผลิตขึ้นในปี ค.ศ. 2023 มีจุดประสงค์เพื่อรณรงค์การอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของเสือโคร่ง ภายใต้โครงการ “Saving Our Stripes” ที่ริเริ่มโดย The Times of India มาเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ประพันธ์ดนตรีโดย ศานตนุ โมยตรา (Shantanu Moitra) เนื้อเพลงโดยตันวีร์ กาซี (Tanveer Ghazi) ขับร้องโดยราศิ หัรมัลการ์ (Rashi Harmalkar) ร่วมด้วยการประสานเสียงจากเด็ก ๆ อีกสี่คน และที่สำคัญคือถ้าสังเกตดี ๆ จะได้ยินเสียงคำรามของเสือโคร่งแทรกอยู่ตลอดเพลง มิวสิควิดีโอถ่ายทำในรูปแบบสารคดีที่สะท้อนแง่มุมชีวิตของลูกเสือโคร่งเบงกอลตัวน้อยกับแม่ ถ่ายทอดอากัปกิริยาของเสือน้อยที่กำลังวิ่งเล่นอย่างร่าเริงไปพร้อมกับแม่ของมัน และลงไปกินน้ำและเล่นน้ำด้วยกัน ท่ามกลางผืนป่าอันสวยงามในเขตอนุรักษ์พันธุ์เสือโคร่งหนึ่งในหลาย ๆ แห่งของอินเดีย
เมื่อเสือโคร่งทุกสายพันธุ์กำลังประสบปัญหาวิกฤตต่อการสูญพันธุ์ (นาที 3.50)
- ที่มาของหัวข้อในวันนี้ เนื่องมาจากวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี ตรงกับ International Tiger Day หรือ “วันอนุรักษ์เสือโลก” เป็นวันระลึกประจำปี เพื่อสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์เสือโคร่งในระดับสากล
- การกำหนดวันดังกล่าวนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากการประชุมว่าด้วยเรื่องเสือโคร่งที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในปี ค.ศ. 2010 ด้วยเป้าหมายในการส่งเสริมให้ประชาคมโลกช่วยกันปกป้องแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติของเสือโคร่ง และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์เสือโคร่งในนานาประเทศทั่วโลก
- ผู้ริเริ่มเกี่ยวกับวันดังกล่าวคือประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย นายวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) เขาตั้งเป้าหมายที่จะอนุรักษ์เสือโคร่งอามูร์ (Amur Tiger) หรือที่รู้จักกันในอีกนามหนึ่งว่าเสือโคร่งไซบีเรีย (Siberian Tiger) ซึ่งมีประชากรเหลือเพียงหลักร้อยตัวทั่วโลก
- ปูตินได้ลงนามในกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงและโทษจำคุกที่ยาวนานสำหรับการล่า การค้า การขนส่ง หรือการเก็บรักษาเสือโคร่งอย่างผิดกฎหมายในรัสเซีย นอกจากนี้ปูตินยังดำริก่อตั้งศูนย์วิจัยเสือโคร่งอามูร์ขึ้น ภายใต้การดูแลของสมาคมภูมิศาสตร์รัสเซีย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และการสนับสนุนจากสาธารณชนในประเด็นการอนุรักษ์เสือโคร่ง
- ความตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ประชากรเสือเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ทั้งนี้เพราะเสือโคร่งทุกสายพันธุ์กำลังประสบปัญหาวิกฤตต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง
- ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไซบีเรียที่กล่าวมา รวมไปถึงพันธุ์อื่น ๆ อย่างพันธุ์จีนใต้ อินโดจีน สุมาตรา หรือมลายู และบางพันธุ์ก็สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่นเสือโคร่งแคสเปียน เสือโคร่งบาหลี เสือโคร่งชวา
เสือโคร่งเบงกอล (Bengal Tiger)
- สำหรับอินเดีย มีการนับจำนวนประชากรเสือโคร่งในป่าทุกสี่ปี โดยที่เสือโคร่งที่พบในอินเดียเป็นสายพันธุ์ที่เรียกว่า เสือโคร่งเบงกอล (Bengal Tiger) ที่มีแหล่งอาศัยอยู่กระจายไปตามภูมิภาคเอเชียใต้ ทั้งในอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ ภูฏาน ไปจนกระทั่งภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน
- ท่านที่เคยอ่านหนังสือหรือรับชมภาพยนตร์เรื่อง The Jungle Book หรือเมาคลีลูกหมาป่า คงจะจดจำได้ดีว่าตัวร้ายของเรื่องคือเศรข่าน (Shere Khan) นั้นเป็นเสือโคร่งเบงกอลนี่เอง
- สำหรับข้อมูลสายพันธุ์ เสือโคร่งเบงกอลมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris tigris คาดว่าน่าจะปรากฏในอนุทวีปอินเดียมาตั้งแต่ช่วงอายุไพลสโตซีนตอนปลาย (ประมาณ 12,000 ถึง 16,500 ปีก่อน) เสือโคร่งเบงกอลมีขนาดพอ ๆ กับเสือโคร่งไซบีเรียซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ขนหนากว่า และอาศัยอยู่ในสภาพอากาศหนาวเย็น
- ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ถือว่าเสือโคร่งเบงกอลเป็นเสือที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากเสือโคร่งไซบีเรีย
- เสือโคร่งเบงกอลตัวผู้ที่ใหญ่ที่สุดสามารถเติบโตได้ยาวถึงประมาณ 3.2 เมตร (10.5 ฟุต) (รวมหางยาว 1 เมตร [3.3 ฟุต]) และหนักเกือบ 295 กิโลกรัม (ประมาณ 650 ปอนด์) ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า โดยตัวที่ใหญ่ที่สุดมีความยาวประมาณ 2.7 เมตร (9 ฟุต) และหนักมากถึง 181 กิโลกรัม (400 ปอนด์)
- ลักษณะภายนอกของเสือโคร่งเบงกอลแตกต่างจากเสือสายพันธุ์อื่น ตรงที่ขนสีส้มตัดกับลายสีน้ำตาลถึงดำที่เด่นชัด
- นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์ย่อยที่มีขนสีขาว (White Tiger) ซึ่งหายากอีกด้วย เสือโคร่งเบงกอลมักจะออกล่าโดยลำพัง มันจะล่าสัตว์กีบเป็นหลัก รวมถึงกวางและละมั่ง กระทิง และหมูป่า อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีมีผู้คนในอินเดียและบังกลาเทศถูกเสือโคร่งเบงกอลฆ่าและกินไปจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน
- เสือโคร่งชนิดนี้ถูกคุกคามอย่างมากจากการบุกรุกเข้าไปล่าสัตว์ และการทำลายป่าไม้ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพวกมัน
จำนวนเสือโคร่งเบงกอลในอินเดีย
ทว่าหลังจากการรณรงค์อนุรักษ์พันธุ์เสืออย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลอินเดียพบว่าเสือโคร่งเบงกอลมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน่าจับตามองจาก 1,411 ตัวในปี ค.ศ. 2006 เป็น 2,226 ตัวในปี ค.ศ. 2014
แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรเสือในอินเดียมีดังนี้ปี ค.ศ. 2006 - 1,411 ตัว
ปี ค.ศ. 2010 - 1,706 ตัว
ปี ค.ศ. 2014 - 2,226 ตัว
ปี ค.ศ. 2018 - 2,967 ตัว
ปี ค.ศ. 2022 - 3,167 ตัว
ปี ค.ศ. 2023 - 3,682 ตัว
- จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ในอินเดียประชากรเสือโคร่งเบงกอลมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นจาก 2,967 ตัวในปี ค.ศ. 2018 เป็น 3,682 ตัวในปี ค.ศ. 2023 เป็นการเพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่น่าทึ่งคือเกือบ 24% ภายในระยะเวลาสี่ปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดี โดยสูงกว่าจำนวนเสือ 3,167 ตัวที่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี รายงานในงานที่เมืองไมซอร์เมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2022 การประกาศนี้เกิดขึ้นพร้อมกับงานรำลึกครบรอบ 50 ปีของโครงการเสือ (Project Tiger) ซึ่งเป็นโครงการอนุรักษ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก
- ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2023 นายกรัฐมนตรีโมดีได้แสดงความยินดีที่อินเดียเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรเสือร้อยละ 75 ของโลก
- ในปีที่ 75 แห่งการประกาศอิสรภาพของอินเดีย นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า “เป็นเรื่องบังเอิญเช่นกันที่เขตอนุรักษ์พันธุ์เสือในอินเดียครอบคลุมพื้นที่ 75,000 ตารางกิโลเมตร และในช่วง 10 -12 ที่ผ่านมา ประชากรเสือในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 75”
- ตามข้อมูลล่าสุดในปี ค.ศ. 2025 มีเขตอนุรักษ์พันธุ์เสือในอินเดียถึง 58 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 84,500 ตารางกิโลเมตรแล้ว
- มลรัฐที่มีจำนวนเขตอนุรักษ์พันธุ์เสือมากที่สุดคือมลรัฐมัธยประเทศและมลรัฐมหาราษฏระ โดยมีมลรัฐละ 6 แห่ง เขตอนุรักษ์พันธุ์เสือที่พื้นที่ใหญ่ที่สุดคือ นาคารชุนสาคร ศรีไสลัม (Nagarjunasagar Srisailam) ในมลรัฐอานธรประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 3,296.31 ตารางกิโลเมตร ในขณะที่เขตอนุรักษ์พันธุ์เสือที่เล็กที่สุดคือ โอรัง (Orang) ในมลรัฐอัสสัม มีพื้นที่ 492 ตารางกิโลเมตร เขตอนุรักษ์ที่มีประชากรเสือมากที่สุดคือ อุทยานแห่งชาติจิม คอร์เบตต์ (Jim Corbett) ในมลรัฐอุตตรขัณฑ์ มีประชากรเสือ 231 ตัว ในขณะที่หลายแห่งมีประชากรเสือเพียง 1 ตัวหรืออาจไม่มีเลย
ในอดีต เสือโคร่งเบงกอลมีชื่อเสียงมากในฐานะเสือที่ดุร้ายและกินมนุษย์
- ขอเล่าย้อนเรื่องราวไปก่อนที่อินเดียจะเริ่มจริงจังกับการอนุรักษ์พันธุ์เสือ นับตั้งแต่ในอดีต เสือโคร่งเบงกอลมีชื่อเสียงมากในฐานะเสือที่ดุร้ายและกินมนุษย์ ดังนั้นจึงมีประวัติการขับเคี่ยวกันระหว่างมนุษย์กับเสือชนิดนี้อยู่ตลอดมา
- ในช่วงทศวรรษที่ 1920 มีสถิติว่าเสือโคร่งเบงกอลฆ่าและกินมนุษย์ไม่ต่ำกว่าปีละ 1,600 คน ขณะเดียวกันมนุษย์เองก็เข้าไปล่าเสือจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะกีฬาล่าสัตว์ถือว่าเป็นการละเล่นของชนชั้นสูงในยุคอาณานิคมอังกฤษ โดยมักจะใช้ช้างเป็นพาหนะในการล่าสัตว์ ทั้งในทุ่งหญ้าสูงและเตี้ย สำหรับเสือโคร่งเบงกอลนั้นก็ตกเป็นเป้าการล่าอย่างดี ทั้งด้วยเพราะเป็นเสือที่ดุร้าย การล่ามันจึงต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ทำให้มีรสชาติมากขึ้น นอกจากนี้ หนังและกะโหลกของมันก็สวยงาม นักนิยมไพรจึงนิยมเอาไปทำเป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้าน
- แม้แต่ในยุคปัจจุบันที่การล่าเสือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และประชาชนก็ไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการล่าเสือกันแล้ว ก็ยังไม่วายเกิดกรณีที่เสือโจมตีมนุษย์ พื้นที่หนึ่งที่ขึ้นชื่อมากในเรื่องเสือโคร่งเบงกอลโจมตีมนุษย์ก็คือพื้นที่สุนทรพน (Sundarbans) ป่าชายเลนในมลรัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ไปถึงบังกลาเทศด้วย เสือของที่นี่ดุร้ายและไม่กลัวมนุษย์ มักจะย่องเข้ามาตะปบคนจากทางด้านหลัง ตั้งแต่สมัยก่อนแล้วที่คนในพื้นที่นี้จำนวนไม่น้อยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสวมหน้ากากไว้ทางท้ายทอย เพื่อลวงให้เสือเข้าใจว่ามันถูกจับตามองอยู่ จะได้ไม่ย่องเข้ามาโจมตีข้างหลัง
- จริง ๆ จะไปว่าเสือโคร่งมากก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะมนุษย์เองก็ทำเสือไว้อย่างเจ็บแสบเช่นกัน กีฬาล่าเสือที่เรากล่าวถึงเมื่อสักครู่นั้นเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้จำนวนเสือในธรรมชาติลดลง ผนวกกับการหักร้างถางพงเพื่อการเกษตร ทำให้ถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของเสือโคร่งหดหายไปทุกที ๆ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1972 เมื่อเสือทั้งประเทศอินเดียเหลือเพียง 1,827 ตัวนั่นแหละ อินเดียจึงเริ่มตระหนักว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องเสือโคร่งเบงกอลแล้ว
อินเดียกับภารกิจอนุรักษ์เสือโคร่งเบงกอล
- ด้วยเหตุนี้ โครงการเสือหรือ Project Tiger จึงถือกำเนิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1973 ตามรัฐบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่า ค.ศ. 1972 โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลอินเดีย ภายใต้โครงการนี้ ได้มีการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองเฉพาะที่เรียกว่าเขตอนุรักษ์พันธุ์เสือ เพื่อปกป้องถิ่นที่อยู่เสือโคร่งเบงกอล
- เขตอนุรักษ์เหล่านี้จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อให้แน่ใจว่าประชากรเสือโคร่งป่าในอินเดียจะมีร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพดี ได้อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในถิ่นที่อยู่ของพวกมัน จากนั้นในปี ค.ศ. 2006 จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยงานอนุรักษ์เสือแห่งชาติขึ้นเพื่อบริหารจัดการเขตอนุรักษ์พันธุ์เสือเหล่านั้น
- หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของเขตอนุรักษ์พันธุ์เสือคือการปกป้องประชากรเสือจากภัยคุกคามต่าง ๆ เช่น การล่าสัตว์ การสูญเสียถิ่นที่อยู่ และความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า เขตอนุรักษ์เหล่านี้ยังมีเป้าหมายเพื่อรักษาระบบนิเวศของถิ่นที่อยู่ของเสือ และส่งเสริมการศึกษาและการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์เสือ ทั้งยังเป็นสถานที่สำคัญสำหรับการติดตามประชากรเสือ การศึกษาพฤติกรรมของพวกมัน และการวิจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการบุกรุกของมนุษย์ต่อสัตว์ป่า รวมไปถึงจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม โดยการสร้างทางเดินสัตว์ป่าที่ช่วยให้เสือสามารถอพยพและผสมพันธุ์ข้ามภูมิประเทศได้
- เขตอนุรักษ์พันธุ์เสือประกอบด้วยพื้นที่แกนกลางที่ได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด ซึ่งห้ามกิจกรรมของมนุษย์อย่างเด็ดขาด และเขตกันชนซึ่งเป็นพื้นที่ป่าและพื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าผสมกัน มีการส่งเสริมการพัฒนาเชิงนิเวศและการมีส่วนร่วมของชุมชนในเขตกันชน และมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่นส่งหน่วยลาดตระเวนต่อต้านการลักลอบล่า ใช้กล้องดักถ่าย (Camera Trap) และฐานข้อมูล DNA ติดตามประชากรเสือ
- ในขณะที่รัฐบาลกลางให้เงินทุน รัฐบาลระดับมลรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำแผนอนุรักษ์เสือ ซึ่งรวมถึงการวางแผนและการจัดการพื้นที่ที่ประกาศไว้ และการรักษาบุคลากรที่มีความสามารถที่จำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่ามีการปกป้องเขตอนุรักษ์พันธุ์เสือ และให้ข้อมูลเพื่อรักษาประชากรเสือ สัตว์ผู้ล่าร่วม (co-predators) และสัตว์เหยื่อ (prey animals) ให้มีความยั่งยืน
เขตอนุรักษ์พันธุ์เสือ “สุนทรพน”
- ก่อนหน้านี้เราได้กล่าวถึงพื้นที่สุนทรพน ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตอนุรักษ์ที่มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องเสือโคร่งเบงกอล ดังนั้นเราจะเล่าถึงพื้นที่นี้โดยสังเขปในฐานะตัวอย่างเขตอนุรักษ์
- ชื่อของสุนทรพน มาจากคำสองคำคือ sundar ซึ่งนอกจากมีความหมายว่าสวยงามแล้ว ยังเป็นชื่อพื้นเมืองของไม้โกงกาง กับคำว่า ban ที่แปลว่า ป่า ภาษาไทยมักใช้ วนา หรือ พนา
- สุนทรพนเป็นป่าดิบชื้นและหนองน้ำเค็มขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในบริเวณตอนล่างของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคา-พรหมบุตร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมลรัฐเบงกอลตะวันตก ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และทางใต้ของบังกลาเทศ ป่าชายเลนนี้ทอดยาวประมาณ 260 กิโลเมตร ตามแนวอ่าวเบงกอล จากปากแม่น้ำฮูกลี (Hugli) ในอินเดีย ไปจนถึงส่วนตะวันตกของปากแม่น้ำเมฆนา (Meghna) ในบังกลาเทศ และขยายเข้าไปในแผ่นดินประมาณ 80 กิโลเมตร พื้นที่ทั้งหมดของป่าชายเลนสุนทรพน รวมทั้งพื้นที่บนบกและในน้ำ มีประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร โดยประมาณสามในห้าส่วนอยู่ในบังกลาเทศ
- สุนทรพนเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องป่าชายเลนและสัตว์ป่าหลากหลายชนิด รวมถึงเสือโคร่งเบงกอล และยังมีจระเข้น้ำเค็ม โลมาอิรวดี โลมาแม่น้ำคงคา กวางลาย และนกอีกหลายร้อยชนิด ความพยายามในการอนุรักษ์ในพื้นที่นี้รวมถึงการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์เสือสุนทรพนในปี ค.ศ. 1973 และอุทยานแห่งชาติสุนทรพนในปี ค.ศ. 1984
- เสือโคร่งเบงกอลที่อาศัยอยู่ในสุนทรพนนั้นปรับตัวให้ใช้ชีวิตในป่าชายเลนได้อย่างน่าทึ่ง พวกมันว่ายน้ำเก่ง สามารถว่ายข้ามลำน้ำกว้างหลายกิโลเมตร และบางครั้งยังล่าเหยื่อที่อยู่ตามเกาะต่าง ๆ ได้ ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษที่ต่างจากเสือในถิ่นอื่น
- ข่าวดีล่าสุดจากป่าสุนทรพนคือ กล้องดักถ่ายที่วางไว้เพื่อจับภาพเสือตามธรรมชาติ สามารถบันทึกภาพลูกเสือหลายตัวได้ในป่าชายเลนสุนทรพน แสดงว่าการสืบพันธุ์ยังดำเนินไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็เตือนว่า พื้นที่อาจกำลังเข้าใกล้ "ขีดความสามารถในการรองรับ" หากมีเสือมากเกินไปอาจเกิดการแย่งอาณาเขตและความขัดแย้งมากขึ้น จึงต้องบริหารพื้นที่อย่างระมัดระวัง
หลายคนคิดว่า “อนุรักษ์สัตว์” คือทำให้มีจำนวนมากที่สุด แต่ในความเป็นจริง นักอนุรักษ์กลับต้องคอยรักษาสมดุล หากเสือมีมากเกินกว่าป่าจะรองรับได้ ก็อาจเกิดปัญหาทั้งต่อเสือเองและต่อชุมชนรอบป่า นี่จึงเป็นความท้าทายใหม่ของอินเดียในฐานะ “เมืองหลวงแห่งเสือของโลก”
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [1 ส.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




