Updates / ปกิณกะอินเดีย
จากคุรุกุลสมัยโบราณ สู่โรงเรียนประจำยุคใหม่

💡 จากคุรุกุลสมัยโบราณ สู่โรงเรียนประจำยุคใหม่
เพลง Aankhein Khuli (ดวงตาเปิด)
มาจากภาพยนตร์มิวสิคัลโรแมนติกดราม่าในปี ค.ศ. 2000 เรื่อง Mohabbatein (เรื่องรัก ๆ ใคร่ๆ) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่รวมดาราดังไว้หลายคนเลยทีเดียว ภาพยนตร์เรื่องนี้ผลิตโดยยัศ โชปรา (Yash Chopra) และกำกับโดยอาทิตยะ โชปรา (Aditya Chopra) บุตรชายของยัศ ดารานำคือ อมิตาภ พัจจัน (Amitabh Bachchan) ชาห์ รุค ข่าน (Shah Rukh Khan) และไอศวรรยา ราย (Aishwarya Rai) ซึ่งแต่ละชื่อล้วนเป็นดาราชั้นนำในวงการบอลลีวู้ด จัดองค์ประกอบศิลป์ของภาพยนตร์โดยมันโมหัน สิงห์ (Manmohan Singh) (ผู้กำกับชาวปัญจาบี ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี)
วลีที่ว่า Aankhein Khuli มาจากประโยคเต็มในเนื้อเพลงว่า “Aankhein khuli ho ya ho band, deedar unka hota hai.” (“ไม่ว่าตาจะเปิดหรือจะปิด ฉันก็มองเห็นเธอคนนั้น”)
เนื้อหาคร่าว ๆ ของภาพยนตร์ พูดถึงโรงเรียนประจำ (Gurukul) ชายล้วนแห่งหนึ่งที่บริหารโดยนารายัณ ศังกร (นำแสดงโดยอมิตาภ พัจจัน) ผู้ซึ่งเป็นคนหัวโบราณและยึดติดขนบประเพณีมาตลอด ถึงขนาดที่ว่า ถ้าเด็กในโรงเรียนคนไหนมีเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ คบหากับเด็กผู้หญิง ก็จะถูกไล่ออกจากโรงเรียน และแล้วในวันหนึ่งก็มีครูดนตรีชื่อ ราช อารยัน (นำแสดงโดยชาห์ รุค ข่าน) เข้ามาทำงานสอนดนตรีในโรงเรียน เขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในการแสดงออกเกี่ยวกับความรัก และเบื้องหลังของเขาก็คือเด็กชายคนที่เคยถูกศังกรไล่ออก เพราะไปผูกสมัครรักใคร่กับลูกสาวของศังกรนั่นเอง ความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ทั้งสองสวนทางกัน ศังกรพยายามกีดกันนักเรียนออกจากเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ส่วนราช อารยัน จะพยายามเชียร์เต็มที่ ซึ่งผลสุดท้ายเป็นอย่างไรเราก็ไม่อยากนำมาเปิดเผยในที่นี้ เผื่อว่าท่านผู้ฟังจะไปหาชมได้ด้วยตัวเอง
จากคุรุกุลสมัยโบราณ สู่โรงเรียนประจำยุคใหม่ (นาที 5.25)
เรื่องราวที่เราจะนำเสนอในวันนี้นั้น ผูกติดกับคำศัพท์คำหนึ่งที่สำคัญ คือคำว่า คุรุกุล ซึ่งเราจะขอชี้แจงก่อนว่า วิวัฒนาการในความหมายของคำว่า คุรุกุล ผูกติดกับวิวัฒนาการทางระบบการศึกษาของสังคมอินเดียที่มีความเป็นมายาวนานหลายพันปี แม้คำดังกล่าวจะถูกอธิบายว่าคล้ายคลึงระบบโรงเรียนประจำสมัยใหม่ที่เรียกว่า “Boarding School” ก็ตาม ทว่าในสมัยโบราณระบบคุรุกุลก็มีลักษณะเฉพาะพอสมควร ขอให้คุณณัฐช่วยอธิบายในแง่คำศัพท์ก่อนครับ
คุรุกุล คือระบบการศึกษาแบบอยู่ประจำของอินเดียโบราณ คำนี้ประกอบขึ้นมาจากคำภาษาสันสกฤตสองคำ คือ คุรุ (guru) หมายถึงครูหรืออาจารย์ และ กุละ (kula) หมายถึงครอบครัวหรือบ้าน แปลตรงตัวว่า “บ้านของครู” นั่นเอง มีนัยสำคัญว่าในระบบนี้ นักเรียน (shishya) จะออกจากบ้านของพ่อแม่ไปอาศัยอยู่ในบ้านหรือชุมชนเดียวกันกับครูของตน ซึ่งอาจเป็นบ้านหลังใหญ่หรือเป็นชุมชนหมู่บ้านหลายหลังก็แล้วแต่สภาพของคุรุกุลนั้น ๆ และลูกศิษย์ที่ไปฝากตัวอยู่ประจำกับครูก็จะมีหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ครูในกิจการต่าง ๆ ด้วย เช่นทำความสะอาดบ้านเรือนหรือเดินธุระอื่น ๆ ให้ตามแต่จะมอบหมาย ในระหว่างนั้นก็จะร่ำเรียนศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ไปพร้อมกัน
ขนบคุรุกุลนั้นยึดโยงกับปรัชญาทางฮินดูอย่างมีนัยสำคัญ และมีแก่นความคิดแบบสังคมตะวันออกแท้ ๆ การศึกษาระบบคุรุกุลมีประโยชน์หลายประการ นอกเหนือจากการอ่านและการเขียน หลักสูตรยังรวมถึงศิลปะการต่อสู้ การทำสมาธิ โยคะ คัมภีร์ การเมือง การแพทย์ และทักษะอาชีพเชิงปฏิบัติด้วย ไม่เพียงแต่เท่านั้น ในทางจริยธรรม ศิษย์จะได้เรียนรู้ฝึกฝนการมีส่วนร่วมในงานบ้านประจำวัน
ทั้งนี้ตราบใดที่เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน บรรดาศิษย์ทุกคนจะได้ใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือความมั่งคั่งของครอบครัว ความผูกพันระหว่างครูและนักเรียนมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง โดยเน้นที่ระเบียบวินัย ความเคารพ การพึ่งพาตนเอง และพื้นฐานทางศีลธรรม
อย่างที่ทราบกันดี ปรัชญาพระเวทจะแบ่งชีวิตของบุคคลโดยเฉพาะในวรรณะทั้งสามคือ พราหมณ์ กษัตริย์และแพศย์ออกเป็นสี่ช่วง ที่เราเรียกกันติดปากว่า อาศรมสี่
แต่ละช่วงจะมีสิ่งที่พึงให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ได้แก่ ช่วงที่หนึ่ง พรหมจรรย์ เน้นการศึกษาเรียนรู้พระเวทและคัมภีร์ต่าง ๆ และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องความรัก ช่วงที่สอง คฤหัสถ์ หมายถึงผู้ครองเรือน เน้นสร้างครอบครัว มีบุตร ทำงานหาเลี้ยงชีพ ช่วงที่สาม วานปรัสถ์ เป็นช่วงที่เริ่มเกษียณจากงานประจำและส่งต่อทรัพย์สมบัติให้ลูกหลาน หรือสร้างประโยชน์ให้สังคม และช่วงสุดท้ายคือ สันยาสะ หมายถึงการสละทางโลก ทำตนเป็นนักบวชเพื่อให้ได้รับความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ
ช่วงแรกที่เรียกว่าพรหมจรรย์ คือช่วงวัยแรกเกิดถึงอายุ 25 ปี ถือเป็นช่วงเวลาทองแห่งการเรียนรู้ กล่าวคือเมื่ออบรมสั่งสอนในบ้านมาระดับหนึ่งแล้ว พ่อแม่ของเด็กก็จะพาไปฝากเนื้อฝากตัวกับคุรุ ให้สั่งสอนศิลปศาสตร์ขั้นสูงต่าง ๆ ต่อไป เด็กก็จะอาศัยอยู่กับครูโดยแยกตัวออกจากครอบครัว คุรุกุลส่วนใหญ่จะอยู่ในสถานที่ห่างไกล เพื่อเป็นการตัดขาดจากบ้านเดิมโดยสมบูรณ์ ทำให้เด็กไม่วอกแวกอยากแวะกลับไปบ้านเดิมบ่อย ๆ ต้องมีธุระสำคัญจริง ๆ จึงจะได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดสักทีหนึ่ง
ระบบการศึกษาแบบคุรุกุลมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ
คัมภีร์อุปนิษัท ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 1000-800 ปีก่อนคริสตกาล ได้กล่าวถึงคุรุกุลหลายแห่ง บรรดาคุรุกุลเหล่านี้ได้กำหนดให้มีพิธีอุปนัยนะ ซึ่งหมายถึงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในการคล้องสายยัชโญปวีต เพื่อเริ่มต้นศึกษาพระเวท โดยช่วงอายุที่กำหนดคือตั้งแต่ 8 ปีหรือไม่เกิน 12 ปีเป็นอย่างช้า ตั้งแต่เริ่มเข้าพิธีจนถึงอายุ 25 ปี ทุกคนจะต้องเป็นนักเรียนและต้องอยู่เป็นโสด ไม่แต่งงาน และไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางเพศเลย
เหตุทั้งนี้ วรรณะสามวรรณะที่อาจจะเข้าศึกษาพระเวทได้ กล่าวคือ พราหมณ์ กษัตริย์ และแพศย์ จึงมีชื่อเรียกรวมว่า ทวิชะ (dvija) หมายถึงผู้ถือกำเนิดสองครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อออกจากครรภ์มารดา ส่วนครั้งที่สองก็คือเมื่อรับสายยัชโญปวีตในพิธีกรรมเริ่มต้นศึกษานี่เอง
คุรุที่มีชื่อเสียงในยุคโบราณก็เช่น สุศรุตะ (Sushruta) วาลมีกิ (Valmiki) พราหมณคุปตะ (Brahmanagupta) และกันนฑะ (Kannada) ในยุคแรกเริ่มการศึกษาจะถ่ายทอดกันด้วยวาจาแบบที่เราเรียกว่ามุขปาฐะ ต่อมาจึงมีการจารึกพระเวทลงบนใบลาน นอกจากคำสอนทางศาสนาแล้ว บรรดาคุรุเหล่านี้ยังให้ความรู้แก่ศิษย์ในด้านการเมือง การสงคราม การแพทย์ และวิทยาศาสตร์ด้วย เรียกว่าในสมัยโบราณ คุรุท่านหนึ่งมักจะมีความเชี่ยวชาญศิลปศาสตร์แขนงต่าง ๆ หลายประการมาก บุคคลเดียวสามารถดำเนินการสอนได้หลายวิชา
สำหรับที่มาของรายได้ที่จะดำเนินงานคุรุกุลมักได้รับการสนับสนุนจากเงินบริจาคของประชาชน ทำให้คุรุกุลเป็นหนึ่งในรูปแบบแรกเริ่มของโรงเรียนสาธารณะ อีกประการหนึ่ง ธรรมเนียมศิษย์ที่เข้าศึกษาในคุรุกุลนั้นจะมีแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า คุรุทักษิณา (gurudakshina) เรียกง่าย ๆ ว่าของบูชาครู ซึ่งแทนที่จะมอบให้ครูก่อนเข้าเรียน มักจะมอบให้เมื่อเรียนจบ และไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์สินเงินทองหรือวัตถุที่จับต้องได้ บางทีก็เป็นการปฏิบัติภารกิจบางประการ หรือเพียงคำสาบานที่จะรับใช้สังคมก็เพียงพอแล้ว
ตำนานในมหากาพย์มหาภารตะ เล่าถึงมือขมังธนูผู้หนึ่งนามว่า เอกลาวยะ (Eklavya) เขานับถือโทรณาจารย์ (Dronacharya) เป็นอาจารย์ของตน แม้ว่าจะไม่เคยได้รับการสอนอย่างเป็นทางการจากท่านก็ตาม โทรณาจารย์เกรงว่าฝีมือของเขาจะเกินหน้าอรชุนศิษย์เอกของตน จึงเรียกร้องนิ้วหัวแม่มือขวาของเอกลาวยะเป็นคุรุทักษิณา เพื่อให้เอกลาวยะไม่สามารถใช้นิ้วหัวแม่มือนั้นเหนี่ยวสายธนูได้อีกต่อไป ซึ่งเอกลาวยะก็ตัดนิ้วหัวแม่มือนั้นให้เป็นคุรุทักษิณาโดยไม่ลังเล แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีอย่างสูงสุดต่ออาจารย์
ระบบคุรุกุลยังคงดำเนินต่อมาเรื่อย ๆ ผ่านประวัติศาสตร์ยาวนานของอินเดีย แม้แต่ในสมัยพุทธกาล สำนักของพระพุทธเจ้าก็มีลักษณะเดียวกับระบบคุรุกุล และสำนักอื่น ๆ ที่เป็นที่รู้จักก็เช่น พระมหาวีระแห่งสำนักเชน ท่านจาณักยะ ท่านอาทิศังกราจารย์ ท่านศรีไจตันยะ เป็นต้น นอกจากนี้ตักกศิลาและนาลันทาที่คนไทยรู้จักกันดีจากวรรณกรรมทางพุทธศาสนา ก็ก่อตั้งขึ้นมาในรูปแบบคุรุกุล
จากคุรุกุล สู่โรงเรียนประจำ
ครั้นกาลเวลาผ่านมาจนอินเดียเข้าสู่ยุคจักรวรรดินิยม ก็มีระบบการศึกษาอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกับคุรุกุล แต่เน้นการศึกษาสมัยใหม่ ก็เข้ามาเผยแพร่ในอินเดีย กล่าวคือการศึกษาแบบโรงเรียนประจำ หรือที่เรียกกันว่า Boarding School นั่นเอง
โรงเรียนประจำยุคแรกในอินเดียก่อตั้งขึ้นโดยผู้ปกครองชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 19 โรงเรียนเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การศึกษาขั้นพื้นฐานและระเบียบวินัยแก่บุตรหลานของเจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษที่ประจำอยู่ในอินเดีย มากกว่าจะเป็นชาวอินเดียท้องถิ่น
หลักสูตรในโรงเรียนเหล่านี้เน้นวิชาต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และภูมิศาสตร์ และให้ความสำคัญกับการปลูกฝังระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดและสำนึกในหน้าที่แก่นักเรียน โรงเรียนเหล่านี้ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเข้มงวด โดยนักเรียนต้องปฏิบัติตามตารางเวลาที่กำหนดและปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ตลอดทั้งวัน
ด้วยการเติบโตของจักรวรรดิอังกฤษ จำนวนโรงเรียนประจำในอินเดียเพิ่มขึ้น และขอบเขตการศึกษาขยายออกไปนอกเหนือจากบุตรหลานของเจ้าหน้าที่อังกฤษ
หลักสูตรในโรงเรียนเหล่านี้ขยายไปรวมถึงวิชาต่าง ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ทั้งปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยให้ความสำคัญกับกีฬา กิจกรรมนอกหลักสูตร และการสร้างเสริมคุณธรรมมากขึ้น
ปัจจุบัน โรงเรียนประจำชั้นนำหลายแห่งในอินเดียเป็นสถาบันการศึกษาแบบครบวงจร ที่ให้การศึกษารอบด้านแก่นักเรียนและช่วยพวกเขาในการเติบโตส่วนบุคคลและทางวิชาชีพ เน้นการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์และความสามารถในการแก้ปัญหา โรงเรียนเหล่านี้ยังให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำและสร้างบุคลิกภาพ
นอกจากนี้โรงเรียนประจำชั้นนำในอินเดียยังมอบสิ่งอำนวยความสะดวกและทรัพยากรที่ทันสมัยให้แก่นักเรียน ด้วยเทคโนโลยีและทรัพยากรล่าสุด นักเรียนสามารถขยายความรู้และทักษะ และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่ล้ำสมัยไปจนถึงห้องสมุดและศูนย์มัลติมีเดียที่ทันสมัย
แน่นอนว่าในสภาพแวดล้อมที่เพียบพร้อมเช่นนี้ โรงเรียนประจำชั้นนำหลายแห่งจึงถูกมองว่าเป็นอภิสิทธิ์สำหรับชนชั้นสูงของสังคม แต่บางคนก็ยอมรับบทบาทของโรงเรียนเหล่านี้ในการหล่อหลอมบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศหลายคน
โรงเรียนประจำอินเดียมีทั้งแบบชายล้วน หญิงล้วน และสหศึกษา จะยกตัวอย่างโรงเรียนประจำที่มีชื่อเสียงในอินเดียสักสองแห่ง
วิทยาลัยเมโย (Mayo College)ตั้งชื่อตามท่านลอร์ดเมโยผู้เป็นไวสรอยแห่งอินเดียในปี ค.ศ. 1869-1872 เป็นโรงเรียนประจำชายล้วนในเมืองอัจเมร์ (Ajmer) มลรัฐราชสถาน (Rajasthan)
วิทยาลัยเมโยมาจากดำริของผู้พันวอลเตอร์ (Colonel Walter) ซึ่งตั้งใจจะสร้าง “อีตันแห่งอินเดีย” มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การศึกษาแก่ชนชั้นนำในระดับเดียวกับที่วิทยาลัยอีตันของอังกฤษ วิทยาลัยเมโยเปิดสอนในปี ค.ศ. 1875 ในแรกเริ่มจะคัดเลือกเฉพาะลูกหลานของชนชั้นสูงของอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าชายและขุนนางของอินเดีย ปัจจุบันวิทยาลัยเมโยก็ยังคงเป็นโรงเรียนประจำชั้นนำ หนึ่งในศิษย์เก่าก็คือ ฮาร์ช วรรธัน ชริงลา (Harsh Vardhan Shringla) อดีตเอกอัครราชทูตอินเดียประจำราชอาณาจักรไทย และปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกราชยสภา
โรงเรียนดูน (The Doon School)โรงเรียนประจำชายล้วนในเมืองเดห์ราดูน (Dehradun) มลรัฐอุตตรขัณฑ์ (Uttarakhand) โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยสตีศ รัญชัน ทาส (Satish Ranjan Das) ทนายความจากเมืองกัลกัตตา โดยมีรูปแบบตามโรงเรียนประจำของอังกฤษ รับนักเรียนรุ่นแรกเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1935 และเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ตุลาคม 1935 โดยมีลอร์ดวิลลิงดอน (Lord Willingdon) เป็นประธานในพิธี
ลักษณะการบริหารจัดการของโรงเรียนดูนนั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวิทยาลัยอีตันอีกเช่นกัน เปิดสอนเพียงระดับชั้นปี 7 ถึง 12 ซึ่งก็เหมือนระดับมัธยมของไทยนั่นเอง
โรงเรียนดูนสามารถรักษาอันดับโรงเรียนประจำชายล้วนที่ดีที่สุดในอินเดียมาได้หลายปีติดต่อกัน และทุกวันนี้ก็ยังคงยึดมั่นสถานะโรงเรียนประจำชายล้วนอยู่แม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันทางการเมืองให้เปลี่ยนเป็นสหศึกษาบ้างก็ตาม
เด็กที่จบจากดูน เป็นที่รู้จักในนาม ชาวโดสโก (Doscos) และศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงที่สุดของโรงเรียนนี้คือนายราชีพ คานธี (Rajiv Gandhi) อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย ท่านผู้นี้เคยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากการที่ได้แต่งตั้งศิษย์เก่าโรงเรียนดูนเข้าไว้ในคณะรัฐมนตรีของตนจำนวนมาก จนกระทั่งรัฐบาลชุดนั้นเคยมีชื่อเล่นทำนองเสียดสีว่า “Doon Cabinet” หรือ “Dosco Mafia” เลยทีเดียว และผู้สืบทอดคนปัจจุบันของตระกูล คือนายราหุล คานธี (Rahul Gandhi) เองก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนดูนเช่นกัน
ยังมีโรงเรียนประจำชั้นนำอีกหลายแห่งที่เราพอจะเอ่ยชื่อได้เช่น โรงเรียนลอว์เรนซ์แห่งซานาวาร์ (The Lawrence School, Sanawar) ในหิมาจัลประเทศ ซึ่งเก่าแก่มาก ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1847 รวมไปถึงโรงเรียนประจำหญิงล้วนเวลลั่ม (Welham Girls School) ในเดห์ราดูน โรงเรียนบิชอปคัตตันแห่งชิมลา (Bishop Cotton School, Shimla) และอื่น ๆ
การที่อินเดียมีโรงเรียนประจำสมัยใหม่ตามแบบตะวันตกมากมาย ก็มิได้หมายความว่าระบบคุรุกุลดั้งเดิมจะหายไป ปัจจุบันยังคงมีคุรุกุลที่ให้การศึกษาแนวพระเวทอยู่อีกหลายแห่ง ควบคู่ไปกับโรงเรียนประจำที่สอนวิทยาการสมัยใหม่ นี่แหละคืออินเดีย ที่แม้จะก้าวไปข้างหน้า ก็ไม่เคยทิ้งอดีต
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [4 ก.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




