Updates / รอบตัวเรา
เมื่อบ้านไม่ปลอดภัย เด็กจะเติบโตอย่างไร

เมื่อบ้านไม่ปลอดภัย เด็กจะเติบโตอย่างไร
แม้เด็กในปัจจุบันจะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม เทคโนโลยี และสื่อดิจิทัล แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดที่หล่อหลอมการเติบโตของเด็กยังคงเป็น “ครอบครัว” ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่เด็กเรียนรู้ว่าโลกใบนี้ปลอดภัยหรือไม่ เพราะการสร้างเด็กที่มีคุณภาพไม่ใช่หน้าที่ของครอบครัวเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม เพราะ “บ้าน” คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้โลกของเด็ก (นาที 1.25)
บ้านคือพื้นที่แรกที่สร้าง “ความมั่นคงทางใจ” ให้เด็ก
รศ.ดร.มนทกานติ์ อธิบายว่า เด็กทุกคนเรียนรู้วิธีรับมือกับโลกจากประสบการณ์ภายในบ้าน หากเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้การจัดการอารมณ์ การแก้ปัญหา และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่หากบ้านเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความรุนแรง หรือการขาดการสื่อสาร เด็กอาจซึมซับรูปแบบการรับมือกับปัญหาที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในอนาคตได้
เด็กทุกพื้นที่กำลังเผชิญความท้าทายคล้ายกัน
แม้บริบทของเด็กในเมืองและชนบทจะแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันเด็กแทบทุกคนสามารถเข้าถึงสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีได้ใกล้เคียงกัน ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่ “เด็กอยู่ที่ไหน” แต่อยู่ที่ว่า “เด็กมีผู้ใหญ่ที่ช่วยแนะนำและคอยสนับสนุนหรือไม่”
รศ.ดร.มนทกานติ์ ยกแนวคิดที่สะท้อนว่า การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งไม่ได้เป็นหน้าที่ของครอบครัวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยพลังของชุมชน โรงเรียน และสังคมทั้งหมดในการร่วมกันดูแลให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ
ไม่ใช่ห้ามใช้สื่อ แต่ต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้เด็ก
ในยุคที่เด็กเข้าถึงสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต และ AI ได้อย่างง่ายดาย การปิดกั้นอาจไม่ใช่คำตอบ สิ่งสำคัญคือการส่งเสริมให้เด็กมีทักษะรู้เท่าทันสื่อ ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และรู้จักคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่เพียงพึ่งพาเครื่องมือในการหาคำตอบเท่านั้น ขณะเดียวกันผู้ปกครองและครูก็ควรได้รับการพัฒนาความรู้ควบคู่กัน เพื่อให้สามารถดูแลและแนะนำเด็กได้อย่างเหมาะสมในโลกยุคใหม่
โรงเรียนคือพื้นที่ปลอดภัยแห่งที่สองของเด็ก
สำหรับเด็กหลายคน โรงเรียนอาจเป็นสถานที่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกได้รับการรับฟังและได้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญปัญหาภายในครอบครัว
รศ.ดร.มนทกานติ์ ระบุว่า ครูเป็นบุคคลสำคัญที่สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของเด็ก และเป็นผู้เริ่มต้นในการเชื่อมโยงความช่วยเหลือได้ ดังนั้น การสนับสนุนให้ครูมีองค์ความรู้และเครื่องมือที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูแลเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เวลาน้อยไม่ใช่อุปสรรค หากครอบครัวยังสื่อสารกัน
แม้หลายครอบครัวจะเผชิญข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและมีเวลาอยู่กับลูกไม่มาก แต่การสื่อสารอย่างเข้าใจยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ให้เด็ก การอธิบายเหตุผลของข้อจำกัด เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดคุย และช่วยให้เด็กรู้จักจัดการความรู้สึกของตนเอง จะช่วยให้เด็กค่อย ๆ เติบโตด้วยความเข้าใจและสามารถรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น
ชุมชนและท้องถิ่น คืออีกกำลังสำคัญในการคุ้มครองเด็ก
การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ไม่ใช่หน้าที่ของครอบครัวหรือโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสังคม และชุมชน ที่สามารถร่วมกันสร้างระบบช่วยเหลือให้เข้าถึงได้ง่ายเมื่อเกิดปัญหา จากประสบการณ์การวิจัยพบว่า ผู้ประสบเหตุความรุนแรงจำนวนมากไม่ทราบว่าจะขอความช่วยเหลือจากที่ใด จึงสะท้อนถึงความจำเป็นของการพัฒนาระบบสนับสนุนที่เข้าถึงได้จริง
นวัตกรรมเพื่อเชื่อมโยงผู้ประสบปัญหาสู่แหล่งช่วยเหลือ
เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการช่วยเหลือ ทีมวิจัยจากวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน iCanPlan และกำลังต่อยอดเป็น iCanPlanSafety ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรง แนวทางการรับมือเบื้องต้น และเชื่อมโยงผู้ใช้ไปยังหน่วยงานที่สามารถให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม
เด็กจะเติบโตอย่างไร...ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใหญ่ร่วมกันสร้างสังคมแบบไหนให้เขา
สาระสำคัญจากการสัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การป้องกันปัญหาในเด็กไม่อาจอาศัยเพียงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และสังคม เพื่อสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย รับฟัง และเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที เพราะเมื่อเด็กเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มั่นคง พวกเขาก็จะมีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและพร้อมเป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป
💡 รายการรอบตัวเรา วันอาทิตย์ 10.30 น. Chula Radio [9 ส.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิทยากร: รศ.ดร.มนทกานติ์ เชื่อมชิต วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




