Updates / ปกิณกะอินเดีย
เมื่อ 7-Eleven แพ้ร้านโชห่วยอินเดีย

เมื่อ 7-Eleven แพ้ร้านโชห่วยอินเดีย
เพลง The Kirana Song
- เพลงที่เราเปิดวันนี้อาจจะแปลกกว่าที่เคยเปิดมาตลอด เพราะไม่ใช่แม้แต่เพลงที่ผลิตขึ้นอย่างเป็นทางการ ได้มาจากช่องยูทูบเล็ก ๆ ของภาวิน ไอลา (Bhavin Aila) เป็นคลิปที่แร็ปเปอร์ชาวเตลังคานะชื่อว่า ราหุล กุมาร เวปุลา (Rahul Kumar Vepula) ที่รู้จักกันในวงการด้วยนาม Roll Rida เข้าไปโชว์แร็ปสดเป็นภาษาเตลุกู สั่งสินค้าในร้านของชำแบบอินเดียที่มีศัพท์เรียกว่า “กิรานา” (kirana) หรือเรียกเต็มๆ ว่า kirane ki dukaan หมายถึงร้านสำหรับขายของชำประเภทใช้ในครัวเรือน ดังนั้นเพลงนี้จึงตั้งชื่อง่าย ๆ ว่า “The Kirana Song” นั่นเอง
- ส่วนเหตุผลที่เราเลือกเพลงนี้มาเปิดก็ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะหัวข้อเราวันนี้คือ “เมื่อ 7-Eleven แพ้ร้านโชห่วยอินเดีย” ซึ่งเป็นข่าวที่แพร่หลายกันในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้เอง ใจความย่อ ๆ คือ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง 7-Eleven ซึ่งไม่จำเป็นต้องแนะนำกันอีกแล้วในหมู่ชาวไทยนั้น ถอนตัวจากอินเดียม้วนเสื่อกลับญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้วหลังจากเข้ามาดำเนินธุรกิจในอินเดียได้ไม่นาน ด้วยสาเหตุหลักคือพ่ายแพ้ให้วัฒนธรรมร้านของชำหรือ “โชห่วย” แบบอินเดีย ซึ่งเราจะเล่ารายละเอียดให้ฟังในรายการวันนี้
หนังสือ “เราชาวอินเดีย” (นาที 3.11)
ก่อนจะเข้าสู่รายการ ขอคั่นด้วยประชาสัมพันธ์เรื่องหนึ่ง ที่มีผู้ฝากมาให้เราพูดในรายการ ท่านผู้นี้คือคุณธนิษฐา แดนศิลป์ บรรณาธิการของสำนักพิมพ์ภารตะ ได้แจ้งมาว่า หนังสือเล่มใหม่ “เราชาวอินเดีย” แปลจาก We Indians ของคุชวันต์ สิงห์ โดย รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล กับ ณัฐ วัชรคิรินทร์ กำลังเปิดพรีออเดอร์ฉบับปกแข็งพิเศษพิมพ์ทองอย่างสวยงาม เท็กซ์เจอร์ผ้าเทียมสีส้มจี๊ดสะใจ ในราคาย่อมเยา 435 บาทจากราคาเต็ม 475 บาท ส่งถึงบ้านฟรี สำหรับฉบับปกแข็งมีจำนวนจำกัด 300 เล่มเท่านั้น! ถ้าไม่รีบจองในเดือนนี้ พอหนังสือเสร็จเรียบร้อยตามกำหนดในเดือนพฤศจิกายน จะต้องจ่ายราคาเต็ม 475 บาท หนังสือดี ๆ แบบนี้มีแต่คนแย่งกันซื้อ เพราะฉะนั้นรีบเข้าไปทักหาเพจ “สำนักพิมพ์ภารตะ” เลยครับ ก่อนวันที่ 31 ตุลาคมเท่านั้น
เมื่อ 7-Eleven แพ้วัฒนธรรมร้านโชห่วยแบบอินเดีย
- เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2026 เว็บไซต์นิกเคอิเอเชีย ได้ลงข่าวว่า ร้าน 7-Eleven ทุกสาขาในอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีมากสุดคือในมุมไบและปูเน่ ได้ปิดตัวลงแล้วเพียงในชั่วเวลา 5 ปีของการดำเนินกิจการ หลังจากเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดกับร้านท้องถิ่น
- เนื้อหาของข่าวโดยละเอียดคือ Seven & i Holdings บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ร้าน 7-Eleven ทุกสาขาในอินเดีย ซึ่งดำเนินงานภายใต้ข้อสัญญาแฟรนไชส์ร่วมกับ Reliance Retail (ธุรกิจค้าปลีกในเครือกลุ่มบริษัท Reliance Industries) ได้ปิดตัวลงแล้วเมื่อสิ้นเดือนกันยายน โดยที่ Seven & i ได้ทำข้อตกลงแฟรนไชส์กับ Reliance Retail ในปี 2021 เพื่อดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อแบรนด์นี้ในอินเดีย แต่ร้านค้าต่าง ๆ ประสบปัญหาในการทำกำไรเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ค้าปลีกในท้องถิ่นและแพลตฟอร์ม “Quick Commerce” (บริการจัดส่งสินค้าด่วน) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การปิดสาขาทั้งหมด 31 แห่งในครั้งนี้ถือเป็นการยุติความร่วมมือทางธุรกิจที่มีมานาน 5 ปี
- ตามรายงานของเพจภาษาไทยชื่อว่า Reporter Journey “โฆษกบริษัทยืนยันว่า Reliance ผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์หลักในมุมไบและปูเน่ ปิดครบทั้ง 31 สาขา ณ วันที่ 30 กันยายน 2026 และในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศจะปิดสาขาภายในเดือนตุลาคม หลังเปิดดำเนินการภายใต้สัญญาแฟรนไชส์กับ Reliance Retail บริษัทค้าปลีกในเครือ Reliance Industries กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ของอินเดียมาตั้งแต่ปี 2021”
- เพจเดียวกันยังรายงานต่ออีกว่า “ตัวเลขที่สะท้อนปัญหาชัดที่สุดคือผลประกอบการของ 7-India Convenience Retail ในปีงบประมาณสิ้นสุดมีนาคม 2026 ซึ่งมีรายได้ราว 920 ล้านรูปี หรือประมาณ 322 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิใกล้เคียง 900 ล้านรูปี หรือประมาณ 315 ล้านบาท ซึ่งเกือบเท่ากับรายได้ทั้งหมด”
ในอินเดีย ร้านค้าปลีกขนาดเล็กในชุมชนที่เรียกว่า “กิรานา” ทำหน้าที่ตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน
- จุดเด่นของร้านลักษณะนี้คือ การที่ลูกค้ามีความคุ้นเคยกับเจ้าของร้าน จนถึงกับบางทีก็สามารถซื้อเชื่อกันได้ ถึงแม้ 7-Eleven จะมีจุดเด่นที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง และมีอาหารพร้อมรับประทาน แต่ก็ไม่เพียงพอจะต่อกรกับร้านที่อยู่ตั้งอยู่ในชุมชนมายาวนาน ในทุกตรอกซอกซอยตั้งแต่ชุมชนธุรกิจยันชุมชนแออัด ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์ม Quick Commerce ซึ่งให้บริการจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็นแบบเร่งด่วนตามความต้องการของลูกค้า ก็กำลังขยายขอบเขตการให้บริการเพิ่มมากขึ้น
- ในช่วงหนึ่ง Reliance เคยดำเนินงานร้าน 7-Eleven ในอินเดียถึงประมาณ 60 สาขา แต่การแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นจากคู่แข่งในธุรกิจค้าปลีกทำให้การสร้างธุรกิจที่ทำกำไรได้นั้นเป็นเรื่องยาก Seven & i ระบุว่าจะยังคงพิจารณา “ทางเลือกต่าง ๆ” เพื่อพัฒนาธุรกิจในอินเดียต่อไปในระยะยาว ภายหลังจากที่ข้อตกลง แฟรนไชส์กับ Reliance สิ้นสุดลง
- ก่อนที่จะร่วมมือกับ Reliance นั้น Seven & i เคยมีแผนที่จะเข้าสู่ตลาดอินเดียร่วมกับ Future Group ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของอินเดีย แต่ข้อตกลงดังกล่าวต้องถูกยกเลิกไปในปี ค.ศ. 2021 โดยที่ยังไม่มีการเปิดร้านแม้แต่สาขาเดียว เนื่องจากสถานะทางการเงินของ Future Group ย่ำแย่ลง
- ในขณะเดียวกัน ลอว์สัน (Lawson) อีกหนึ่งเครือร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ของญี่ปุ่น ก็กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดอินเดียเช่นกัน โดยมีแผนจะเปิดสาขาแรกในเมืองมุมไบในปี ค.ศ. 2027 และขยายสาขาให้ครบ 100 แห่งภายในปี ค.ศ. 2030 ท่ามกลางสภาวะตลาดร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นที่เริ่มอิ่มตัว ลอว์สันจึงมุ่งหวังที่จะเจาะตลาดและตอบสนองความต้องการของชนชั้นกลางในอินเดียที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
- ประเด็นที่เป็นเนื้อหาในข่าวนั้น มีเพียงเท่านี้ ซึ่งเราก็ต้องมาลุ้นกับลอว์สันกันต่อไปว่าจะสามารถถอดบทเรียนจาก 7-Eleven เพื่อเข้าไปมีส่วนแบ่งการตลาดในอินเดียได้หรือไม่ โจทย์ใหญ่ที่ลอว์สันต้องเผชิญก็ไม่ต่างจาก 7-Eleven คือเรื่องของการขับเคี่ยวกับระบบท้องถิ่นที่ฝังรากในวัฒนธรรมอินเดียมายาวนาน นั่นคือร้านขายของชำที่บางคนเรียกเล่น ๆ เป็นภาษาถิ่นแต้จิ๋วว่าร้าน “โชห่วย” นั่นเอง
ตัวคำว่าโชห่วยเองก็น่าสนใจ มีอะไรที่ห่วยหรือแย่อย่างไร ทำไมถึงได้เรียกอย่างนั้น
คำว่า ห่วย ในโชห่วย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคำว่าห่วยที่แปลว่าแย่เลย ที่จริงแล้ว ร้านโชห่วย มีรากศัพท์มาจากภาษาจีนแต้จิ๋วว่า โฉ่วห่วย 凑货 ออกเสียงจีนกลางว่า còu huò มีความหมายว่าสินค้าจิปาถะหรือสัพเพเหระ บังเอิญไปพ้องเสียงกับคำว่าห่วยอีกตัวที่ภาษาจีนกลางอ่านว่า huài แปลว่าแย่หรือเลว ถึงขนาดว่าสมัยปี พ.ศ. 2556 กระทรวงพาณิชย์เคยเอาไปเล่นคำเป็นร้านโชว์สวย เพราะอยากจะสื่อว่าจะเปิดร้านของชำชนิดใหม่ที่ดูมีหน้าตาสวยงาม ไม่จัดวางระเกะระกะแบบร้านโชห่วยที่พวกเราคุ้นเคยกันมาในสมัยก่อน จนคนไทยเชื้อสายแต้จิ๋วออกมาบ่นกันเยอะว่าเป็นการตีความที่ผิด ชวนให้เข้าใจว่าร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมนั้น “ห่วย” จริง ๆ
คราวนี้มาถึงคำถามว่า บริษัทระดับโลกที่มีระบบทันสมัย แพ้ร้านโชห่วยเล็ก ๆ ได้อย่างไร
- ลองจินตนาการว่า บริษัทค้าปลีกระดับโลกแห่งหนึ่งเดินทางเข้าไปเปิดร้านในอินเดีย บริษัทแห่งนี้มีแบรนด์ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จัก มีระบบบริหารร้านที่พัฒนามาอย่างดี และมีสินค้าตั้งแต่อาหารพร้อมกินไปจนถึงของใช้ประจำวัน แต่ผ่านไปเพียงประมาณห้าปี ร้านทั้งหมดกลับต้องปิดตัวลง อินเดียเป็นสมรภูมิแบบไหนกันแน่ บริษัทระดับนี้ถึงเจาะไม่เข้า
- ถึงแม้เรายังไม่อาจกล่าวว่า 7-Eleven ประกาศถอนตัวเพราะแพ้โชห่วยโดยตรง เพราะบริษัทไม่ได้เปิดเผยเหตุผลทั้งหมดของการปิดร้านอย่างละเอียดต่อสาธารณะ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่เป็นปัจจัยสำคัญมาก เราจะขอแนะนำร้านขายของชำลักษณะนี้ให้ท่านผู้ฟังรู้จักแต่พอสังเขป
- เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้วที่ร้านขายของชำขนาดเล็กแบบครอบครัว ซึ่งเรียกกันว่าร้านกิรานา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจค้าปลีกในอินเดีย เราไม่อาจรู้แน่ชัดว่าร้านลักษณะนี้อยู่คู่ระบบเศรษฐกิจของอินเดียมานานเท่าไหร่ แต่ที่แน่นอนคือร้านเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของชุมชน เกิดขึ้นก่อนที่จะมีตลาดขนาดใหญ่ ๆ ที่เป็นศูนย์รวมร้านจำนวนมาก ซึ่งเริ่มเข้ามาในยุคอาณานิคมอังกฤษ (เช่น Crawford Market ในมุมไบ New Market ในโกลกาตา และ Connaught Place ในเดลี) ร้านกิรานาตามชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้ให้บริการอย่างเป็นกันเอง รู้จักคนในชุมชนดี จดจำความต้องการของลูกค้าประจำแต่ละรายได้ และเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าแบบเชื่อก่อนจ่ายทีหลังได้
หลายท่านที่ยังนึกไม่ออกว่าร้านกิรานาแบบอินเดียมีลักษณะแบบไหน
- ลองนึกภาพบรรยากาศร้านแคบ ๆ ที่มีข้าวสาร ถั่ว เครื่องเทศ น้ำมัน ฆี ขนมขบเคี้ยว ข้าวเกรียบวางอยู่ซ้อน ๆ กันบนชั้นวางของด้านหนึ่ง บนพื้นอาจจะมีกระสอบมันฝรั่ง หัวหอม แครอท กระเจี๊ยบ ส่วนชั้นวางของอีกด้านอาจจะวางพวกสบู่ ยาสระผม ยาย้อมผม แป้ง เฮนน่า ธูป กุมกุม ในที่ใกล้ ๆ กัน ในร้านมักจะอบอวลด้วยกลิ่นเครื่องเทศและเครื่องหอมตีกันอย่างแยกไม่ออก ลูกค้าก็มักจะเป็นหน้าเดิม ๆ คนหนึ่งเข้ามาซื้อของใช้สำหรับวันนี้ อีกคนมาซื้อวัตถุดิบทำอาหาร และอีกคนอาจมาซื้อของประจำที่ซื้อจากร้านนี้มานานนับสิบปี เวลาเดินก็ต้องหลีกทางให้กันเพราะพื้นที่บนทางเดินเหลือน้อย บางแห่งอย่าว่าแต่เดินเลย ไม่มีแม้กระทั่งพื้นที่ให้ลูกค้าเข้าไปด้วยซ้ำ เป็นแค่แผงเล็ก ๆ ที่มีสินค้าอย่างซองขนมหรือหมากอินเดียห้อยระเกะระกะ เจ้าของร้านนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ ลูกค้าอยากได้อะไรก็สั่งจากหน้าร้านหรือชี้บอกเอา
- ร้านหรือแผงลักษณะนี้แหละที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตการจับจ่ายในครัวเรือนอินเดีย ร้านเหล่านี้เติบโตอยู่ในระบบที่มีตลาดท้องถิ่น ผู้ค้าส่ง ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภคเชื่อมต่อกัน ร้านไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตสินค้าเองหรือจัดการการขนส่งทั้งหมด แต่รับสินค้าจากเครือข่ายค้าส่งแล้วขายต่อในปริมาณที่ครัวเรือนต้องการ งานศึกษาด้านการค้าปลีกอินเดียชี้ว่า ร้านกิรานามีบทบาทสำคัญในตลาดของชำ และยังคงแข่งขันกับร้านค้าสมัยใหม่ได้ด้วยความใกล้ชิดกับลูกค้าและบริการที่ยืดหยุ่น
- ในขณะที่ร้านค้าสมัยใหม่อาจเน้นให้ลูกค้าเดินเลือกสินค้าอย่างเป็นระบบ มีการคิดเงินอย่างเป็นมาตรฐาน ร้านกิรานาอาจเน้นให้ลูกค้าซื้อของที่ต้องการได้รวดเร็วและเป็นกันเอง มีการลดแลกแจกแถมตามอารมณ์เจ้าของร้านหรือความสนิทสนมกับลูกค้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นคุณค่าคนละอย่างกัน
- ลูกค้าอาจเดินจากบ้านมาซื้อของได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล ความใกล้ชิดนี้มีคุณค่าในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่อซื้อของเพียงไม่กี่รายการ นอกจากนี้ ร้านขนาดเล็กอาจปรับการขายให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าในย่านนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบสินค้าและบริการเดียวกันทุกพื้นที่
- เรื่องคุณค่าในที่นี้ถือว่ามีความสำคัญมากในเชิงสังคม สำหรับอีกคน ความสะดวกอาจหมายถึงร้านที่เปิดตลอดคืน มีสินค้าหลากหลาย และมีมาตรฐานเหมือนกันทุกสาขา แต่สำหรับอีกคนที่กำลังตามหาผ้าชนิดหนึ่งหรือเครื่องเทศเฉพาะทาง ความสะดวกอาจหมายถึงการเดินทางไปยังร้านประจำหน้าบ้าน ซึ่งร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่อย่าง 7-Eleven อาจไม่ตอบโจทย์ ดังนั้นเมื่อเราพูดว่าใครชนะหรือใครแพ้ในโลกธุรกิจ เราอาจต้องถามต่อว่า ใครกำลังตอบโจทย์อะไรของสังคมนั้น เพราะบางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนร้านธรรมดา อาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิด
- ธุรกิจบริการจัดส่งสินค้าด่วน ที่ลูกค้าสั่งของผ่านแอปและรอรับสินค้าได้โดยไม่ต้องเดินทางไปร้านก็เป็นอีกรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง นี่หมายความว่า 7-Eleven ในอินเดียต้องแข่งขันกับทั้งร้านค้าท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ลูกค้า และบริการส่งของที่ลดความจำเป็นในการออกจากบ้าน ไม่แปลกเลยที่บริษัท 7-Eleven จะประสบความยากลำบากอย่างมากในการเจาะตลาดอินเดีย เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคต่างกับหลายประเทศที่ 7-Eleven เคยประสบความสำเร็จอย่างงดงามมาแล้ว
เปรียบเทียบกับพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทย
- เราลองมาเปรียบเทียบกับบ้านเราดูบ้างจะเห็นภาพชัดยิ่งขึ้น สถานการณ์ของอินเดียกับของประเทศไทยนั้นเรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามกันเลยทีเดียว ร้าน 7-Eleven นั้นเฟื่องฟูมากในประเทศไทย ตามข้อมูล ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 จากรายงานของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ประเทศไทยมีร้าน 7-Eleven (ที่เราชอบเรียกสั้น ๆ ว่าเซเว่น) ทั้งหมด 16,084 สาขา ขณะที่ร้านขายของชำแบบดั้งเดิมมีแต่จะค่อย ๆ ล้มหายตายจากไปทีละร้านจนปัจจุบันหาได้ยากยิ่ง
- พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยนั้นดูจะต่างจากอินเดียไม่น้อย ส่วนใหญ่มองว่าร้านอย่างเซเว่นนั้นสะดวกรวดเร็วและเป็นระบบระเบียบ การเปิดตลอด 24 ชั่วโมงก็ถือว่าเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่ง เวลาหิวกลางดึกขึ้นมาก็แวะเข้าไปได้ตลอด นอกจากนั้นสินค้าที่อยู่ในเซเว่นก็ยังมีหลากหลายกว่าร้านโชห่วยในซอย ในราคาที่มีมาตรฐานกว่า มีโปรโมชั่นมากกว่า ในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ ๆ นั้นไม่ค่อยสนใจความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับเจ้าของร้าน ร้านโชห่วยแบบดั้งเดิมจึงสู้ร้านสะดวกซื้อไม่ค่อยได้
- แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังคงมีข้อยกเว้นคือร้านกิรานาแบบอินเดียนี่แหละ ร้านกิรานาไม่ใช่เรื่องราวที่จำกัดอยู่ในอินเดียเท่านั้น เพราะประวัติศาสตร์ของการค้าอินเดียมีอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการเดินทางของพ่อค้าและการสร้างเครือข่ายข้ามพรมแดน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็อย่างย่านพาหุรัดในไทย ย่านลิตเติ้ลอินเดียในสิงคโปร์ ย่านเซาธ์ฮอลในอังกฤษ หรือแม้แต่ในญี่ปุ่นก็มีย่านชาวอินเดียอย่างที่รายการของเราก็เคยนำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ไม่นานนัก
- ที่ใดมีคนอินเดีย ที่นั่นก็ยังคงมีร้านกิรานา เพราะสินค้าที่คนอินเดียและคนไทยเชื้อสายอินเดียต้องการใช้ ก็ยังไม่อาจหาได้ในเซเว่นอยู่ดี ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมติว่าเราต้องการฆีสักกระป๋อง หรือข้าวเกรียบปาปัดแบบดิบสักห่อ ถ้าเราหาได้ในเซเว่นคงเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ทางเดียวก็คือต้องไปร้านของชำอินเดีย ฉะนั้นย่านที่มีคนอินเดียและไทยเชื้อสายอินเดียอาศัยอยู่ เช่นในกรุงเทพฯ ก็มีพาหุรัด สีลม บางรัก ถนนปั้น รวมทั้งในจังหวัดอื่น ๆ เช่นพัทยาหรือเชียงใหม่ ย่านที่คนเชื้อสายอินเดียอาศัยอยู่มากก็ยังเป็นย่านที่ต้องมีร้านกิรานาประจำถิ่น ถ้าผู้ฟังท่านใดไม่เคยไป ก็ลองแวะไปเยี่ยมเยือนสัมผัสบรรยากาศกันดู
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [24 ต.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




