กลับไปหน้า Updates
Updates / ปกิณกะอินเดีย
กัปตันสมิต มัจฉาร์ : ชาวอินเดียผู้ยึดมั่นในหน้าที่เหนือฟากฟ้า

กัปตันสมิต มัจฉาร์ : ชาวอินเดียผู้ยึดมั่นในหน้าที่เหนือฟากฟ้า
เพลง Lakshya
- เป็นเพลงจากภาพยนตร์อินเดียเรื่อง Lakshya ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 2004 กำกับโดยฟาร์ฮาน อัคตาร์ (Farhan Akhtar) นำแสดงโดยหริติก โรชัน (Hrithik Roshan) ปรีติ ซินตา (Preity Zinta) และอมิตาภ บัจจัน (Amitabh Bachchan) ภาพยนตร์เล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งในตอนแรกยังไม่มีเป้าหมายที่แน่นอนในชีวิต ก่อนจะเข้าสู่กองทัพและค่อย ๆ เรียนรู้ถึงความหมายของเป้าหมาย หน้าที่ และความรับผิดชอบ
- คำว่า “ลักษยะ” หรือ Lakshya ในภาษาฮินดีและภาษาสันสกฤตมีความหมายว่า “เป้าหมาย” หรือ “จุดมุ่งหมาย”
- เหตุที่เราเลือกเพลงนี้มาเปิดรายการในวันนี้ เพราะเรื่องราวของบุคคลที่เราจะพูดถึงก็เกี่ยวข้องกับการค้นพบเป้าหมายในชีวิตเช่นกัน เขาไม่ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมความฝันว่าจะเป็นนักบิน แต่เมื่อค้นพบเส้นทางดังกล่าวแล้ว เขากลับอุทิศชีวิตให้กับอาชีพนี้ และประสบการณ์ที่สะสมมานานนับสิบปีได้กลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา
- ชายผู้นี้คือ กัปตันสมิต มัจฉาร์ (Smit Machchhar) นักบินชาวอินเดียของสายการบินฟลายดูไบ ผู้ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางหลังเหตุการณ์บนเที่ยวบิน FZ1073 เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2026 จนกระทั่งผู้นำของทั้งอินเดียและอิสราเอลออกมากล่าวชื่นชมการกระทำของเขา
กัปตันสมิต มัจฉาร์ (Smit Machchhar) นักบินชาวอินเดียของสายการบินฟลายดูไบ ผู้ได้รับการยกย่องหลังเหตุการณ์บนเที่ยวบิน FZ1073 (นาที 3.20)
- เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2026 เที่ยวบิน FZ1073 ของสายการบิน flydubai (ฟลายดูไบ) ออกเดินทางจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) เพื่อมุ่งหน้าไปยังนครเทลอาวีฟ (Tel Aviv) ประเทศอิสราเอล (Israel) ระหว่างที่เครื่องบินบินผ่านน่านฟ้าซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ได้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นภายในห้องนักบิน โดยกัปตันสมิตถูกนักบินผู้ช่วยทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ และเครื่องบินลดระดับลงอย่างรวดเร็ว
- ข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า เครื่องบินลดระดับลงมากกว่า 16,000 ฟุตภายในเวลาประมาณ 30 วินาที ขณะที่กัปตันสมิตได้รับบาดเจ็บอยู่ภายในห้องนักบิน อย่างไรก็ตาม เขายังสามารถเปิดประตูห้องนักบินได้ ทำให้ลูกเรือและผู้โดยสารสามารถเข้าไปช่วยควบคุมสถานการณ์ จากนั้นนักบินของฟลายดูไบอีกสองคนซึ่งเดินทางอยู่บนเครื่องในฐานะผู้โดยสารได้เข้ามาช่วยบังคับเครื่องบินและนำเครื่องลงจอดที่เมืองตะบูก (Tabuk) ประเทศซาอุดีอาระเบียได้อย่างปลอดภัย
- หลังจากนั้นผู้โดยสารได้เดินทางต่อไปยังท่าอากาศยานเบนกูเรียน (Ben Gurion Airport) ของอิสราเอลด้วยเครื่องบินอีกลำหนึ่ง ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความพยายามก่อการร้ายและได้เปิดการสอบสวนทางอาญา ขณะเดียวกันซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนินการสอบสวนด้านความปลอดภัยทางการบิน ส่วนแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุและประเด็นว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่นั้นยังอยู่ระหว่างการสอบสวนสอบสวน ดังนั้นเราจึงควรแยกข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันแล้วออกจากข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุ
- แต่ก่อนที่จะเล่าต่อไปว่า สมิต มัจฉาร์ คือใคร มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ ปลายทางของเครื่องบินลำนี้คืออิสราเอล และผู้โดยสารเกือบทั้งหมดเป็นชาวอิสราเอล เรื่องนี้จึงมิใช่เพียงเหตุการณ์เกี่ยวกับนักบินชาวอินเดียคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับอิสราเอลที่แน่นแฟ้นขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับอิสราเอล
- อินเดียกับอิสราเอลสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบในปี ค.ศ. 1992 แม้อินเดียจะรับรองรัฐอิสราเอลมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองได้ขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดในช่วงรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) โดยในปี ค.ศ. 2017 โมดีกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอินเดียคนแรกที่เดินทางเยือนอิสราเอล ต่อมาในปี ค.ศ. 2018 นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) เดินทางเยือนอินเดีย การเยือนทั้งสองครั้งถูกมองโดยรัฐบาลของทั้งสองประเทศว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
- ความสัมพันธ์อินเดียกับอิสราเอลมิได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการทหารหรือความมั่นคงอย่างที่คนทั่วไปอาจเข้าใจ ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือครอบคลุมเทคโนโลยี ความมั่นคงทางไซเบอร์ การเกษตร การจัดการน้ำ สุขภาพ การประกอบการ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเทคโนโลยีสมัยใหม่หลายด้าน รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีชีวภาพ และอวกาศ
- ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ นายกรัฐมนตรีโมดีเดินทางเยือนอิสราเอลอีกครั้ง และรัฐบาลทั้งสองประเทศประกาศยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์พิเศษเพื่อสันติภาพ นวัตกรรม และความรุ่งเรือง” หรือ Special Strategic Partnership for Peace, Innovation and Prosperity จึงกล่าวได้ว่า ในปีที่เกิดเหตุการณ์บนเที่ยวบิน FZ1073 ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับอิสราเอลอยู่ในระดับที่ใกล้ชิดอย่างมาก
- ด้วยเหตุนี้จึงเกิดภาพที่น่าสนใจขึ้นหลังเหตุการณ์ เพราะผู้ที่ออกมากล่าวชื่นชมกัปตันสมิตอย่างเด่นชัดที่สุดสองคนคือผู้นำของอินเดียและอิสราเอล นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีเรียกเขาว่า “วีรบุรุษ” และกล่าวว่า แม้ได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก เขายังคงแสดงความกล้าหาญและความมุ่งมั่นที่จะปกป้องชีวิตของผู้อื่น ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลเรียกเขาว่า “วีรบุรุษอย่างแท้จริง”
กัปตันสมิต มัจฉาร์ เป็นใคร
- ก่อนวันที่ 30 กันยายน ชื่อของเขาแทบไม่เป็นที่รู้จักในหมู่คนทั่วไปนอกวงการการบิน เรื่องราวชีวิตของเขากลับน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะการเป็นนักบินไม่ใช่ความฝันในวัยเด็กของเขาเลย
- สมิตเป็นชาวมุมไบ เดิมทีเขาตั้งใจจะเข้าสู่ธุรกิจสิ่งทอของครอบครัว จึงเลือกศึกษาด้านวิศวกรรมสิ่งทอ และต่อมาเข้าศึกษาด้านการบริหารที่สถาบันเวลิงการ์เพื่อการพัฒนาและวิจัยด้านการจัดการ (Welingkar Institute of Management Development and Research) ในนครมุมไบ
- จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขามีอายุประมาณ 19 ปี ระหว่างที่กำลังศึกษาด้านการบริหาร เขามีโอกาสเข้าร่วมการสัมมนาเกี่ยวกับการบิน และจากการสัมมนาครั้งนั้นเอง เขาเริ่มสนใจอาชีพนักบินอย่างจริงจัง สมิตเคยให้สัมภาษณ์ในปี ค.ศ. 2025 ว่า การบินไม่ได้เป็นความฝันในวัยเด็กเหมือนนักบินจำนวนมาก แต่เข้ามาในชีวิตของเขาในภายหลัง
- จากชายหนุ่มที่เดิมตั้งใจจะทำธุรกิจสิ่งทอ สมิตจึงเปลี่ยนเส้นทางชีวิต เขาเดินทางไปฝึกบินที่ประเทศนิวซีแลนด์ ก่อนกลับมาทำงานกับสายการบินสไปซ์เจ็ต (SpiceJet) ของอินเดีย เขาทำงานที่นั่นเป็นเวลา 11 ปี และก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันฝึกสอนนักบิน มีหน้าที่ถ่ายทอดประสบการณ์และฝึกนักบินรุ่นใหม่ ก่อนที่จะย้ายมาทำงานกับสายการบินฟลายดูไบในปี ค.ศ. 2022
- เมื่อถึงวันที่เกิดเหตุ สมิตมีประสบการณ์ในวงการการบินประมาณ 15 ปี และมีชั่วโมงบินเกือบ 9,750 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขามีประสบการณ์กับเครื่องบินโบอิง 737 มาอย่างยาวนาน ตัวเลขดังกล่าวทำให้เราเห็นว่า การตอบสนองต่อเหตุการณ์ในวันที่ 30 กันยายนไม่ได้เกิดขึ้นจากความกล้าหาญเพียงอย่างเดียว แต่มีประสบการณ์และการฝึกฝนที่สะสมมานานหลายปีอยู่เบื้องหลังด้วย
สมิตเคยเล่าถึงวิธีคิดเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของตนด้วยว่า
- ในอดีตเขาเคยต้องเปลี่ยนเส้นทางบินเพราะมีเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ และเคยยอมให้เที่ยวบินล่าช้าเพราะพบปัญหาทางเทคนิคที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย สำหรับเขา ความล่าช้าไม่ใช่ปัญหาสำคัญ สิ่งสำคัญคือผู้โดยสารต้องสามารถเดินออกจากเครื่องบินได้อย่างปลอดภัย
- นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรื่องของสมิตได้รับความสนใจอย่างมากในอินเดีย เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์จริง สิ่งที่เขาเคยพูดเกี่ยวกับความปลอดภัยและความรับผิดชอบไม่ได้เป็นเพียงหลักการ แต่กลายเป็นสิ่งที่เขาต้องปฏิบัติในสถานการณ์ที่ชีวิตของตนเองก็ตกอยู่ในอันตรายด้วย
- ถ้าเรามองเรื่องนี้ผ่านความคิดของอินเดีย ยังมีคำหนึ่งที่น่าสนใจคือคำว่า ธรรมะ หรือ Dharma คำนี้มีความหมายกว้างมาก มิได้หมายถึงศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจหมายถึงหน้าที่ ความรับผิดชอบ และการประพฤติตนให้เหมาะสมกับสถานะและบทบาทของตน เมื่อมองในความหมายนี้ เราอาจกล่าวในเชิงตีความได้ว่า สิ่งที่สมิตทำในวันนั้นสะท้อนแนวคิดเรื่องการยึดมั่นในหน้าที่ของตน แม้ในขณะที่ตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย
เรื่องของเที่ยวบิน FZ1073 ไม่ควรถูกเล่าเป็นเพียงเรื่องของวีรบุรุษคนหนึ่งเท่านั้น เพราะเหตุการณ์นี้ยังก่อให้เกิดคำถามสำคัญต่อระบบความปลอดภัยของการบินพลเรือน
- โดยเฉพาะการตรวจสอบบุคลากรที่สามารถเข้าถึงห้องนักบิน การรับมือกับภัยที่อาจเกิดขึ้นจากภายในห้องนักบินเอง และความร่วมมือระหว่างประเทศในการสอบสวนเหตุการณ์ด้านการบิน
- ประเด็นสุดท้ายนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่เครื่องบินลงจอดฉุกเฉินและเป็นผู้นำการสอบสวนด้านความปลอดภัยทางการบิน ขณะที่เครื่องบินจดทะเบียนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผลิตในสหรัฐอเมริกา มีนักบินผู้บังคับอากาศยานเป็นชาวอินเดีย และมีผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และสหรัฐอเมริกาจึงมีส่วนร่วมในการสอบสวน ซึ่งซาอุดีอาระเบียดำเนินการภายใต้กรอบภาคผนวก 13 ของอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ Annex 13 ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) ส่วนอิสราเอลแสดงความพร้อมที่จะเข้าร่วม แม้จนถึงวันที่ 7 ตุลาคมยังไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการสอบสวนที่ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำ
- ยิ่งน่าสนใจไปกว่านั้นคือ ซาอุดีอาระเบียกับอิสราเอลยังไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ แต่ระบบความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางการบินระหว่างประเทศเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกันได้ แม้รัฐบาลของประเทศที่เกี่ยวข้องจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันก็ตาม
ดังนั้นเครื่องบินลำเดียวจึงเชื่อมโยงหลายประเทศเข้าด้วยกันอย่างน่าคิด
เที่ยวบินออกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จุดหมายคืออิสราเอล เหตุการณ์เกิดขึ้นเหนือน่านฟ้าซาอุดีอาระเบีย กัปตันเป็นชาวอินเดีย และเครื่องบินเป็นโบอิงที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องนักบินเพียงไม่กี่นาทีจึงกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทั้งการบินระหว่างประเทศ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายชุดพร้อมกัน
ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในตะวันออกกลางด้วย
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลภายใต้ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ในปี ค.ศ. 2020 และหลังจากนั้นการเดินทางและความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองประเทศก็เพิ่มขึ้น เส้นทางดูไบกับเทลอาวีฟจึงเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ในภูมิภาคนี้
- ส่วนอินเดียเองก็มีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจกับภูมิภาคนี้ เพราะอินเดียสามารถพัฒนาความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอิสราเอล ขณะเดียวกันก็รักษาความสัมพันธ์สำคัญกับประเทศอาหรับและประเทศอ่าวอาหรับไว้ได้
- เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้เราเห็นภาพที่ใหญ่กว่าเรื่องของนักบินคนหนึ่ง กล่าวคือ ชาวอินเดียและผลประโยชน์ของอินเดียในปัจจุบันเชื่อมโยงอยู่กับตะวันออกกลางในหลายมิติ ตั้งแต่แรงงาน การค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง ไปจนถึงการคมนาคมระหว่างประเทศ
เมื่อย้อนกลับมาที่กัปตันสมิต เราจะพบสิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง
- เขาเคยกล่าวถึงการแยกชีวิตการทำงานออกจากชีวิตส่วนตัว เมื่อออกจากห้องนักบินแล้ว เขาไม่ต้องการพูดเรื่องการบินตลอดเวลา เพราะยังมีครอบครัวและลูก ๆ ที่ต้องการเวลาจากเขา แต่เมื่อสวมเครื่องแบบและอยู่ในห้องนักบิน สิ่งสำคัญคือการทำหน้าที่ของตนให้เสร็จสมบูรณ์
- คำพูดนี้ฟังดูธรรมดาในวันที่เขาให้สัมภาษณ์ แต่หลังวันที่ 30 กันยายน ความหมายของมันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในวันนั้นการทำหน้าที่ให้เสร็จสมบูรณ์หมายถึงการพยายามรักษาชีวิตของผู้โดยสารและลูกเรือบนเครื่อง ในขณะที่ตัวเขาเองได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก
- และตรงนี้ทำให้เรากลับมาหาเพลงที่เปิดรายการในวันนี้อีกครั้ง คำว่า ลักษยะ หมายถึงเป้าหมาย สมิต มัจฉาร์ ไม่ได้รู้ตั้งแต่เด็กว่าเป้าหมายในชีวิตของเขาคือการเป็นนักบิน เขาเคยคิดว่าจะเข้าสู่ธุรกิจสิ่งทอของครอบครัว จนกระทั่งเมื่ออายุประมาณ 19 ปีจึงค้นพบโลกของการบิน หลังจากนั้นเขาใช้เวลาประมาณ 15 ปี สะสมชั่วโมงบินเกือบ 9,750 ชั่วโมงในวิชาชีพที่เขาเลือก
ชีวิตของเขาจึงอาจเตือนเราได้ว่า เป้าหมายของชีวิตไม่จำเป็นต้องปรากฏขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก บางครั้งเราอาจพบมันระหว่างทาง
- แต่เมื่อพบแล้ว สิ่งสำคัญคือการฝึกฝนตนเองอย่างจริงจัง เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าความรู้ วินัย และประสบการณ์ที่สะสมในวันธรรมดาวันหนึ่ง จะกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเราเมื่อใด
- สำหรับกัปตันสมิต วันนั้นมาถึงในวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2026 ภายในห้องนักบินของเครื่องบินลำหนึ่งซึ่งกำลังเดินทางจากดูไบไปยังอิสราเอล และสิ่งที่เขาทำในวันนั้นทำให้ทั้งนายกรัฐมนตรีอินเดียและนายกรัฐมนตรีอิสราเอลออกมากล่าวชื่นชมเขา ขณะที่ชื่อของนักบินชาวมุมไบซึ่งคนทั่วไปแทบไม่เคยรู้จักมาก่อน กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
- แต่บางทีสิ่งที่น่าจดจำที่สุดจากเรื่องนี้อาจไม่ใช่คำว่า “วีรบุรุษ” หากเป็นเรื่องที่ธรรมดากว่านั้นมาก นั่นคือ การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดในเวลาที่จำเป็นที่สุด
- เรื่องของกัปตันสมิต มัจฉาร์ ทำให้เราได้รู้จักทั้งชีวิตของนักบินชาวอินเดียคนหนึ่ง ความสัมพันธ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงระหว่างอินเดียกับอิสราเอล ตลอดจนโลกของการบินที่เชื่อมโยงผู้คนและประเทศต่าง ๆ เข้าหากัน และเหนือสิ่งอื่นใด เรื่องนี้อาจทำให้เรากลับมาถามตัวเองว่า หากวันหนึ่งเราเผชิญสถานการณ์ที่ยากที่สุด เราจะยังสามารถยึดมั่นในหน้าที่และความรับผิดชอบของตนได้มากเพียงใด
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [10 ต.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




