Updates / ปกิณกะอินเดีย
นาวี พิลเลย์ จากรากเหง้าอินเดียสู่เกียรติยศโนเบลสันติภาพ

นาวี พิลเลย์ จากรากเหง้าอินเดียสู่เกียรติยศโนเบลสันติภาพ
เพลง We Shall Overcome (เราจะก้าวข้ามอุปสรรคไปด้วยกัน)
เป็นบทเพลงแห่งการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมืองของชาวแอฟริกันอเมริกันในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในทศวรรษ 1960 เพลงนี้ขับร้องโดยโจน บาเอซ (Joan Baez) นักร้องและนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพชาวอเมริกัน เนื้อหาของเพลงสะท้อนความหวัง ความอดทน และความเชื่อมั่นว่ามนุษย์สามารถเอาชนะการกดขี่และการเลือกปฏิบัติได้ จึงสอดคล้องกับเส้นทางชีวิตของนาวี พิลเลย์ ผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมมาตลอดชีวิต
นาวี พิลเลย์ (Navi Pillay) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026 (นาที 3.31)
- เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เราคงทราบกันแล้วว่า ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี ค.ศ. 2026 คือ นาวาเนเธม พิลเลย์ (Navanethem Pillay) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า นาวี พิลเลย์ (Navi Pillay) นักกฎหมายและอดีตผู้พิพากษาชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายอินเดีย ผู้ได้รับการยกย่องจากคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์สำหรับสิ่งที่เธออุทิศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนบทบาทในการปกป้องสิทธิมนุษยชนและส่งเสริมความรับผิดชอบต่ออาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศ
- สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารด้านสิทธิมนุษยชน ชื่อของนาวี พิลเลย์ ชื่อของนาวี พิลเลย์ อาจไม่ใช่ชื่อที่แปลกหู เพราะเธอเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ United Nations High Commissioner for Human Rights ระหว่างปี ค.ศ. 2008 ถึง 2014 เคยเป็นผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ และเคยดำรงตำแหน่งประธานศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา
- เรื่องราวของเธอน่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะนี่คือเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจนและถูกจำกัดโอกาสเพราะเชื้อชาติและเพศ เด็กหญิงคนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้พิพากษาในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างไร เหตุใดผู้หญิงที่เคยใช้ชีวิตภายใต้กฎหมายอันไม่เป็นธรรมจึงตัดสินใจเลือกเรียนกฎหมาย และเพราะเหตุใดประสบการณ์ของเธอในแอฟริกาใต้จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ
- นาวี พิลเลย์ เกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1941 ที่ย่านแคลร์วูด (Clairwood) เมืองเดอร์บัน ในจังหวัดนาตาล (Natal) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจังหวัดควาซูลู-นาตาล (KwaZulu-Natal) เธอเกิดในครอบครัวชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายทมิฬ ซึ่งมีบรรพบุรุษอพยพมาจากอินเดียตอนใต้ บิดาของเธอประกอบอาชีพขับรถโดยสาร ส่วนมารดาเป็นแม่บ้าน ครอบครัวมีฐานะยากจนและมีบุตรหลายคน ชีวิตในวัยเด็กของเธอจึงห่างไกลจากความสะดวกสบายและโอกาสทางสังคมที่คนผิวขาวในแอฟริกาใต้ได้รับ
ตรงนี้หลายคนอาจตั้งคำถามว่าทำไมแอฟริกาใต้จึงมีประชากรเชื้อสายอินเดียจำนวนมาก
- เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์จักรวรรดิอังกฤษ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษปกครองทั้งอินเดียและดินแดนบางส่วนของแอฟริกาใต้ และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1860 เป็นต้นมา แรงงานจากอินเดียจำนวนมากถูกนำเข้าสู่จังหวัดนาตาลเพื่อทำงานในไร่อ้อยและกิจการอื่น ๆ ภายใต้ระบบแรงงานตามสัญญา ต่อมายังมีชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามาประกอบการค้าและตั้งถิ่นฐานด้วย การเคลื่อนย้ายประชากรดังกล่าวทำให้เกิดชุมชนชาวอินเดียที่มีรากฐานมั่นคงในแอฟริกาใต้
- สิ่งที่น่าสนใจคือ ประวัติศาสตร์ของชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ยังเชื่อมโยงกับมหาตมา คานธี (Mahatma Gandhi) ซึ่งเดินทางมายังแอฟริกาใต้ในปี ค.ศ. 1893 และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาประมาณ 21 ปี คานธีเผชิญกับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และพัฒนาวิธีการต่อสู้ทางการเมืองที่เรียกว่า สัตยาเคราะห์ (Satyagraha) หรือการยืนหยัดในความจริงด้วยการต่อต้านอย่างไม่ใช้ความรุนแรง ก่อนจะนำประสบการณ์ดังกล่าวกลับไปใช้ในการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย
- ในเวลานั้น แอฟริกาใต้อยู่ภายใต้ระบอบแบ่งแยกสีผิว หรือ Apartheid ซึ่งถูกสถาปนาเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการหลังพรรค National Party ขึ้นสู่อำนาจในปี ค.ศ. 1948 ระบอบดังกล่าวแบ่งประชากรออกเป็นกลุ่มตามเชื้อชาติ และใช้กฎหมายกำหนดว่าประชาชนแต่ละกลุ่มสามารถอาศัยอยู่ที่ใด เรียนหนังสือที่ไหน ทำงานประเภทใด และมีสิทธิทางการเมืองมากน้อยเพียงใด
พิลเลย์เคยอธิบายประสบการณ์ของตนเองว่า เธอเผชิญอุปสรรคซ้อนกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ เพศ และฐานะทางเศรษฐกิจ
- เธอเคยให้สัมภาษณ์กับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ. 2011 เล่าว่าสำนักงานกฎหมายของคนผิวขาวไม่ต้องการรับผู้หญิงผิวสีเข้าทำงาน เพราะไม่ยอมรับสถานการณ์ที่เลขานุการผิวขาวจะต้องรับคำสั่งจากทนายความหญิงที่ไม่ใช่คนผิวขาว นอกจากนี้ยังมีอคติต่อผู้หญิงและผู้ที่มาจากครอบครัวยากจนด้วย
- สิ่งที่น่าสนใจคือ พิลเลย์ไม่ได้เลือกหลีกหนีจากระบบกฎหมายที่เลือกปฏิบัติต่อเธอ แต่กลับตัดสินใจศึกษากฎหมายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือท้าทายระบบดังกล่าว
- เธอสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยนาตาลในปี ค.ศ. 1963 และนิติศาสตรบัณฑิตในปี ค.ศ. 1965 ก่อนจะเริ่มประกอบวิชาชีพกฎหมายในเมืองเดอร์บัน
ปี ค.ศ. 1967 พิลเลย์สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกที่เปิดสำนักงานกฎหมายของตนเองในจังหวัดนาตาล
- การตัดสินใจครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเกิดขึ้นในยุคที่ทั้งเชื้อชาติและเพศยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการประกอบวิชาชีพกฎหมายของเธอ
- สำนักงานกฎหมายของเธอไม่ได้ให้บริการเฉพาะผู้มีฐานะเท่านั้น แต่ยังให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ต่อต้านระบอบ Apartheid นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เธอทำงานในคดีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของนักโทษการเมือง การควบคุมตัวโดยมิชอบ และผลกระทบจากการขังเดี่ยว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในยุคนั้น
- หนึ่งในสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของเธอคือเรือนจำบนเกาะร็อบเบิน (Robben Island) ซึ่งเป็นสถานที่คุมขังนักโทษการเมืองจำนวนมาก รวมถึงเนลสัน แมนเดลา (Nelson Mandela) พิลเลย์มีบทบาทในการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขัง และช่วยสร้างหลักประกันว่าการดำเนินการทางวินัยภายในเรือนจำจะต้องเคารพกระบวนการทางกฎหมาย
- แม้จะประกอบวิชาชีพกฎหมายอยู่แล้ว พิลเลย์ยังมุ่งมั่นศึกษาต่อ เธอได้รับปริญญานิติศาสตรมหาบัณฑิต หรือ Master of Laws จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ในปี ค.ศ. 1982 และปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางนิติศาสตร์ หรือ Doctor of Juridical Science ในปี ค.ศ. 1988 วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเธอศึกษาบทบาททางการเมืองของฝ่ายตุลาการในแอฟริกาใต้ ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับประสบการณ์ของเธอที่ต้องทำงานภายใต้ระบอบ Apartheid
เมื่อแอฟริกาใต้เริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยในช่วงต้นทศวรรษ 1990 บทบาทของนักกฎหมายอย่างพิลเลย์ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
- การเลือกตั้งทั่วไปที่เปิดให้ประชาชนทุกเชื้อชาติมีสิทธิลงคะแนนในปี ค.ศ. 1994 นำไปสู่การขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเนลสัน แมนเดลา และการสิ้นสุดของระบอบ Apartheid ในทางการเมือง
- ในปี ค.ศ. 1995 พิลเลย์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษารักษาการในศาลชั้นสูงของแอฟริกาใต้ โดยเป็นผู้หญิงผิวดำคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งดังกล่าว ความสำเร็จนี้มีความหมายมากกว่าความก้าวหน้าส่วนบุคคล เพราะผู้หญิงที่เคยถูกกีดกันจากสำนักงานกฎหมายของคนผิวขาว กลับก้าวขึ้นมาทำหน้าที่วินิจฉัยคดีในระบบตุลาการของประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย
- ในปีเดียวกันนั้น พิลเลย์ได้รับเลือกจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติให้เป็นผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา หรือ International Criminal Tribunal for Rwanda ซึ่งเรียกโดยย่อว่า ICTR ศาลแห่งนี้จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1994 เพื่อดำเนินคดีกับผู้รับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงในรวันดา ที่สำคัญคือ ก่อให้เกิดคำถามว่าประชาคมระหว่างประเทศจะนำผู้กระทำความผิดมารับผิดชอบได้อย่างไร ซึ่งในที่สุด พิลเลย์เป็นหนึ่งในสามคนที่ได้พิพากษาว่าฌอง-ปอล อากาเยซู (Jean-Paul Akayesu) อดีตผู้บริหารท้องถิ่นของรวันดา มีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ คำพิพากษานี้นับเป็นคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ของศาลอาญาระหว่างประเทศเกี่ยวกับความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่สำคัญ คำพิพากษาดังกล่าวยังวางหลักกฎหมายว่า การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศสามารถเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ นับเป็นพัฒนาการสำคัญอย่างยิ่งของกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ
- หลังจากดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดาเป็นเวลาประมาณแปดปี และดำรงตำแหน่งประธานศาลระหว่างปี ค.ศ. 1999 ถึง 2003 ในปี ค.ศ. 2003 พิลเลย์ได้รับเลือกเป็นผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ International Criminal Court ซึ่งเรียกโดยย่อว่า ICC และมีที่ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ศาลแห่งนี้เป็นศาลอาญาระหว่างประเทศถาวรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลในความผิดร้ายแรงตามธรรมนูญกรุงโรม ได้แก่ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมฐานรุกรานภายใต้เงื่อนไขเขตอำนาจที่กำหนดไว้
- ในปี ค.ศ. 2008 พิลเลย์ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยเริ่มปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2008 และดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2014 รวมระยะเวลาหกปี ตำแหน่งนี้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ติดตามสถานการณ์การละเมิดสิทธิ และสนับสนุนให้รัฐปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
- การเปลี่ยนจากผู้พิพากษามาเป็นข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนมีความสำคัญ เพราะบทบาททั้งสองแตกต่างกัน ผู้พิพากษามีหน้าที่พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดีที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาล ส่วนข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนต้องทำงานเชิงนโยบาย การทูต การติดตามสถานการณ์ และการเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ เคารพสิทธิมนุษยชน ระหว่างดำรงตำแหน่ง พิลเลย์ให้ความสำคัญกับปัญหาการเลือกปฏิบัติ สิทธิสตรี การคุ้มครองผู้ด้อยโอกาส และความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ประสบการณ์ชีวิตภายใต้ Apartheid ทำให้เธอมีความเข้าใจโดยตรงว่าการเลือกปฏิบัติที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสามารถส่งผลต่อชีวิตและศักดิ์ศรีของประชาชนได้เพียงใด
การได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของพิลเลย์ในปี ค.ศ. 2026 จึงเป็นการยกย่องเส้นทางการทำงานหลายทศวรรษ
ตั้งแต่การต่อต้าน Apartheid การคุ้มครองนักโทษการเมือง การพัฒนากฎหมายอาญาระหว่างประเทศ การส่งเสริมสิทธิสตรี ไปจนถึงการทำงานในระบบสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ระบุเหตุผลสำคัญของการมอบรางวัลว่าเป็นการยกย่องความพยายามของเธอในการส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ
เมื่อพิจารณาจากมุมมองของอินเดีย
- เรื่องราวของนาวี พิลเลย์มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเธอเป็นตัวอย่างของชาวอินเดียโพ้นทะเล หรือ Indian Diaspora ที่สามารถสร้างบทบาทสำคัญในเวทีโลก แม้เธอจะเกิดและเติบโตในแอฟริกาใต้ และมีสัญชาติแอฟริกาใต้ แต่รากเหง้าทางครอบครัวและวัฒนธรรมของเธอเชื่อมโยงกับชุมชนชาวทมิฬจากอินเดียตอนใต้
- หากมหาตมา คานธี เป็นบุคคลที่ทำให้โลกเห็นความสำคัญของการต่อต้านความอยุติธรรมโดยไม่ใช้ความรุนแรง นาวี พิลเลย์ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของบุคคลเชื้อสายอินเดียที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้กฎหมายและสถาบันระหว่างประเทศเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษย์ แม้ทั้งสองจะอยู่คนละยุคสมัยและใช้วิธีการต่างกัน แต่เรื่องราวของทั้งคู่มีจุดร่วมอยู่ที่การต่อต้านการเลือกปฏิบัติและการเรียกร้องความยุติธรรม
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดชีวิตของนาวี พิลเลย์
- สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดอาจไม่ใช่จำนวนตำแหน่งสำคัญที่เธอเคยดำรง หรือรางวัลอันทรงเกียรติที่เธอได้รับ หากเป็นความต่อเนื่องของหลักการที่เธอยึดถือมาตั้งแต่เริ่มประกอบวิชาชีพกฎหมาย นั่นคือความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรีและมีสิทธิได้รับความยุติธรรม ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ เพศ ศาสนา หรือฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร
- เส้นทางชีวิตดังกล่าวสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า กฎหมายมิได้เป็นเครื่องรับประกันความยุติธรรมโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายสามารถถูกใช้ทั้งเพื่อกดขี่และเพื่อคุ้มครองมนุษย์ได้ สิ่งที่ทำให้กฎหมายมีคุณค่าจึงไม่ใช่เพียงการมีบทบัญญัติหรือสถาบันตุลาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเป็นอิสระของผู้ใช้กฎหมาย การเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และความกล้าหาญที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบ
ในท้ายที่สุด เรื่องราวของนาวี พิลเลย์ ยังแสดงให้เห็นว่า ความยุติธรรมภายในประเทศกับความยุติธรรมระหว่างประเทศมิได้แยกขาดจากกัน
- ประสบการณ์ของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยถูกเลือกปฏิบัติในแอฟริกาใต้ สามารถกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักกฎหมายที่ใช้คุ้มครองผู้คนในอีกหลายประเทศทั่วโลก
- บางที นี่อาจเป็นความหมายที่ลึกซึ้งที่สุดของการได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี ค.ศ. 2026 ของนาวี พิลเลย์ เพราะรางวัลดังกล่าวมิได้ยกย่องเพียงความสำเร็จของนักกฎหมายชาวแอฟริกาใต้เชื้อสายอินเดียคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความสำคัญของหลักการที่ว่า สันติภาพที่ยั่งยืนไม่อาจแยกออกจากความยุติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลักนิติธรรมได้
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [17 ต.ค.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




