Updates / ปกิณกะอินเดีย
BRICS 2026 : ความพยายามเป็น “ผู้กำหนดกติกา” ของโลก

BRICS 2026 : ความพยายามเป็น “ผู้กำหนดกติกา” ของโลก
เพลง Neele Gagan Ke Tale
เพลงที่เปิดไปมีชื่อว่า “Neele Gagan Ke Tale” น่าจะเป็นเพลงที่ชาวไทยรุ่นหนึ่งรู้จักดีเป็นพิเศษ เพราะเพลงนี้ถูกนำมาล้อเลียน หรือบางท่อนถูกนำมาเป็นเพลงไทยแบบสนุกเฮฮา เราเคยเปิดเพลงนี้แล้ว และก็จะขอเปิดอีกครั้งเพราะเมื่อวานไปบรรยายที่บริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง มีคนเข้ามาคุยกับผมและกล่าวถึงเพลงนี้ โดยสังเขป เพลงนี้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ Hamraaz ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1967 เพลงนี้ขับร้องโดยมเหนทรา กาปูร์ (Mahendra Kapoor)
ขออนุญาตแปลท่อนที่เปิดให้ท่านผู้ฟังHey neele gagan ke tale dharti ka pyar pale
ความรักแห่งผืนดินผลิบานอยู่ใต้ฟ้าคราม
Aise hi jag mein aati hai subahein, aise hi shaam dhale
เช้าวันใหม่มาเยือนโลกเช่นนี้ และยามเย็นก็ค่อย ๆ เลือนลับไป
Shabnam ke moti phoolon pe bikhare, dono ki aas phale
หยาดน้ำค้างพร่างพรมบนดอกไม้ดุจเม็ดไข่มุก
Dewdrops scatter like pearls upon the flowers, and both share their hopes
และทั้งสองต่างร่วมฝากความหวังให้งอกงามไปด้วยกัน
7 ปี ปกิณกะอินเดีย (นาที 4.15)
วันที่ 14 กันยายน 2569 ครบรอบ 7 ปีของการออกอากาศของรายการปกิณกะอินเดีย ถ้าปีหนึ่งมีประมาณ 52 สัปดาห์ ก็เท่ากับว่าเราน่าจะออกรายการมาแล้วไม่น้อยกว่า 364 ตอน
การประชุมสุดยอด BRICS ครั้งที่ 18 (นาที 5.09)
- จัดขึ้นที่กรุงนิวเดลี ระหว่างวันที่ 12–13 กันยายน 2026 อาจนับได้ว่าเป็นการประชุม BRICS ที่น่าจับตามองมากที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงเพราะอินเดียเป็นเจ้าภาพ หรือเพราะผู้นำสำคัญอย่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางมาร่วมประชุม แต่เพราะการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนของระเบียบโลก ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการค้า มาตรการคว่ำบาตร ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ
- การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Building for Resilience, Innovation, Cooperation and Sustainability” หรือการสร้างความเข้มแข็งผ่านความยืดหยุ่น นวัตกรรม ความร่วมมือ และความยั่งยืน
- คำพูดประโยคหนึ่งของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี น่าสนใจเป็นพิเศษ เขากล่าวในที่ประชุมว่า ประเทศ BRICS ควรก้าวจากการเป็น “rule-takers” ไปสู่ “rule-shapers” หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศมหาอำนาจใหม่ไม่ควรเป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามกติกาที่ประเทศอื่นกำหนด แต่ควรมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาของโลกด้วย
- คำพูดสั้น ๆ นี้อาจช่วยให้เราเข้าใจ BRICS ในปัจจุบันได้มากกว่าการมอง BRICS เพียงว่าเป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการ “ต่อต้านตะวันตก”
ต้องย้อนกลับไปเล็กน้อยว่า BRIC เดิมไม่ได้เกิดจากรัฐบาลของประเทศสมาชิก แต่เกิดจาก Jim O’Neill นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs
- ในปี ค.ศ. 2001 โดยนำอักษรตัวแรกของ Brazil, Russia, India และ China มารวมกัน เพื่ออธิบายกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโตและอาจมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต
- ต่อมาประเทศเหล่านี้กลับนำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจริง ๆ การประชุมระดับผู้นำครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2009 และเมื่อ South Africa เข้าร่วมในปี ค.ศ. 2010 BRIC จึงกลายเป็น BRICS
BRICS ในวันนี้แตกต่างจาก BRICS ในยุคแรกอย่างมาก
- ปัจจุบัน BRICS มีสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ Brazil, Russia, India, China, South Africa, Egypt, Ethiopia, Iran, United Arab Emirates, Indonesia และ Saudi Arabia
- การขยายสมาชิกทำให้ BRICS มีน้ำหนักมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ประชากร พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ โดยประเทศสมาชิก BRICS รวมกันมีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก คิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของ GDP โลก และประมาณร้อยละ 26 ของการค้าโลก
- การขยายสมาชิกก็ทำให้ BRICS มีความหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งในด้านระบบการเมือง ระดับการพัฒนา ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศ ประเทศสมาชิกบางประเทศยังมีผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่มีข้อพิพาทระหว่างกัน ดังนั้นการมีสมาชิกมากขึ้นจึงทำให้ BRICS มีน้ำหนักในเวทีโลกมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้การสร้างฉันทามติภายในกลุ่มมีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย
BRICS ไม่ใช่พันธมิตรแบบ NATO จุดนี้สำคัญมาก
- เพราะเมื่อพูดถึง BRICS มักมีการอธิบายอย่างง่ายเกินไปว่า BRICS คือ “ฝ่ายตรงข้ามของตะวันตก” หรือเป็นกลุ่มที่จีนและรัสเซียสร้างขึ้นมาเพื่อท้าทายสหรัฐอเมริกา ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก
- สมาชิก BRICS มีผลประโยชน์และนโยบายต่างประเทศที่แตกต่างกันอย่างมาก บางประเทศมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ขณะที่บางประเทศอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ บางประเทศมีข้อพิพาทระหว่างกันเอง และบางประเทศมีการแข่งขันทางยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง
- ตัวอย่างชัดที่สุดคืออินเดียกับจีน ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิก BRICS มาตั้งแต่ต้น แต่ก็มีข้อพิพาทเรื่องพรมแดนและเคยเกิดการปะทะรุนแรงบริเวณชายแดนในปี ค.ศ. 2020
- ในตะวันออกกลางก็มีความแตกต่างอย่างมากเช่นกัน การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลาง และประเทศสมาชิก BRICS เองก็มีจุดยืนและผลประโยชน์ที่แตกต่างกันต่อความขัดแย้งดังกล่าว
- ดังนั้นความน่าสนใจของ BRICS อาจไม่ได้อยู่ที่สมาชิก “คิดเหมือนกัน” แต่อยู่ที่ประเทศที่คิดไม่เหมือนกันสามารถนั่งอยู่บนโต๊ะเดียวกันและพยายามหาพื้นที่ผลประโยชน์ร่วมกันได้
- BBC ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า การที่อินเดียสามารถนำผู้นำของประเทศที่มีความขัดแย้งและผลประโยชน์แตกต่างกันเหล่านี้มารวมตัวกันที่นิวเดลีได้ ก็สะท้อนถึงขอบเขตทางการทูตของอินเดียในระดับหนึ่งแล้ว
- อินเดียไม่ต้องการให้ BRICS ถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มต่อต้านตะวันตก ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้อินเดียแตกต่างจากสมาชิกบางประเทศ
- สำหรับรัสเซีย BRICS มีความสำคัญอย่างมาก ในฐานะช่องทางลดการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจและการเงินที่ตะวันตกมีอิทธิพลสูง ประธานาธิบดีปูตินกล่าวก่อนการประชุมครั้งนี้ถึงความจำเป็นในการสร้าง platform ใหม่สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากตะวันตก
- จีนเองก็ให้ความสำคัญกับ BRICS ในฐานะส่วนหนึ่งของการเพิ่มบทบาทของ Global South และผลักดันระบบโลกที่มีหลายศูนย์อำนาจมากขึ้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเรียกร้องให้ BRICS มีบทบาทมากขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจและการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ
- แต่อินเดียระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่ทำให้ BRICS กลายเป็นกลุ่มต่อต้านสหรัฐฯ หรือตะวันตก
โมดีกล่าวอย่างชัดเจนว่า BRICS “is not against anyone”
- เหตุผลไม่ยากที่จะเข้าใจ เพราะนโยบายต่างประเทศของอินเดียในปัจจุบันตั้งอยู่บนสิ่งที่เรียกว่า strategic autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์
- อินเดียสามารถเป็นสมาชิก BRICS และรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย ขณะเดียวกันก็เป็นสมาชิก Quad ร่วมกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย อินเดียสามารถร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านเทคโนโลยีและความมั่นคง ขณะเดียวกันก็ซื้อพลังงานจำนวนมากจากรัสเซีย และยังรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน อิสราเอล และประเทศอ่าวอาหรับพร้อมกันได้
- BRICS สำหรับอินเดียจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการ “เลือกข้าง” แต่เป็นอีกเวทีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มทางเลือกทางยุทธศาสตร์ของอินเดีย
สิ่งที่ BRICS ต้องการเปลี่ยนจริง ๆ คืออะไร
- หากอ่าน New Delhi Declaration ซึ่งเป็นแถลงการณ์ร่วม 140 ข้อของการประชุมครั้งนี้ จะพบว่าสิ่งที่ BRICS วิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องไม่ใช่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่คือโครงสร้างของระบบธรรมาภิบาลโลกที่สมาชิกเห็นว่ายังไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก
- ประเด็นสำคัญคือการปฏิรูปสถาบัน Bretton Woods ได้แก่ IMF และ World Bank เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาและ emerging economies มีเสียงและสัดส่วนการเป็นตัวแทนมากขึ้น BRICS ระบุว่าโครงสร้างการบริหารของสถาบันเหล่านี้ควรสะท้อนสถานะที่เปลี่ยนไปของประเทศต่าง ๆ ในเศรษฐกิจโลก กล่าวง่าย ๆ คือ ประเทศอย่างอินเดีย จีน บราซิล และประเทศกำลังพัฒนาอื่น มองว่าเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่โครงสร้างอำนาจในสถาบันระหว่างประเทศจำนวนมากยังสะท้อนโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ นี่คือความหมายของคำว่า “rule-shapers” ที่โมดีพูดถึงไม่ได้หมายความว่าต้องรื้อระบบเดิมทั้งหมด แต่หมายถึงการเรียกร้องสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดกติกามากขึ้น
- BRICS จะสร้างเงินสกุลใหม่แข่งกับดอลลาร์หรือไม่ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มักถูกนำเสนอเกินความเป็นจริง สิ่งที่ New Delhi Declaration กล่าวอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าคือ การศึกษาระบบ cross-border payments การเชื่อมโยงระบบชำระเงินระหว่างประเทศสมาชิก และการสนับสนุนการชำระการค้าและการลงทุนด้วย สกุลเงินท้องถิ่น ที่สำคัญ เอกสารระบุด้วยว่า “there is no one-size-fits-all approach” หรือไม่มีรูปแบบเดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ ดังนั้นการพูดว่า BRICS กำลังจะสร้าง “BRICS currency” ขึ้นมาแทนดอลลาร์ทันทีจึงเกินกว่าสิ่งที่สมาชิกตกลงกันจริง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมีลักษณะเป็น gradual diversification มากกว่า คือพยายามเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งมากเกินไป
- หากถามว่า BRICS มีอะไรที่จับต้องได้มากกว่าการประชุมและการออกแถลงการณ์ คำตอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ New Development Bank หรือ NDB ธนาคารนี้ก่อตั้งโดย Brazil, Russia, India, China และ South Africa และเริ่มดำเนินงานในปี ค.ศ. 2015 โดยมีเป้าหมายสนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาที่ยั่งยืนใน emerging markets และ developing countries ปัจจุบัน NDB ขยายสมาชิกออกไปนอก BRICS ดั้งเดิมแล้ว และจนถึงปัจจุบันอนุมัติเงินทุนรวมประมาณ 42.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ 139 โครงการ ในการประชุมที่นิวเดลีครั้งนี้ BRICS ยังเปิดตัว BRICS-NDB Knowledge Portal เพื่อรวบรวมประสบการณ์ด้านการพัฒนา นโยบาย และบทเรียนจากโครงการต่าง ๆ ของประเทศสมาชิก
- นี่สะท้อนความพยายามที่จะทำให้ BRICS ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเวทีทางการเมืองไปสู่กลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีสถาบันรองรับมากขึ้น
อีกภาพหนึ่งที่มีความหมายทางการเมืองมากในการประชุมครั้งนี้คือ ภาพของโมดี สี จิ้นผิง และปูตินอยู่ร่วมกันที่นิวเดลี
- การเดินทางครั้งนี้เป็นการเยือนอินเดียครั้งแรกของสี จิ้นผิงในรอบประมาณ 7 ปี หลังจากความสัมพันธ์อินเดีย–จีนตกต่ำอย่างมากจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนในปี ค.ศ. 2020 แต่ทั้งสองประเทศมีเหตุผลที่จะพยายามจัดการความสัมพันธ์ของตน
- จีนยังคงเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของอินเดีย ขณะที่อินเดียเองก็ต้องการรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ ไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์กับจีนถูกกำหนดด้วยการแข่งขันและปัญหาพรมแดนเพียงอย่างเดียว BRICS จึงทำหน้าที่ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นพื้นที่ที่ประเทศคู่แข่งสามารถพูดคุยกันได้โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขความขัดแย้งทั้งหมดก่อน อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วม BRICS ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งอินเดีย–จีนหายไป
- นักวิเคราะห์ยังตั้งคำถามว่าการขยายตัวของ BRICS จะทำให้อิทธิพลของจีนภายในกลุ่มเพิ่มขึ้นมากเพียงใด นี่เป็นโจทย์สำคัญสำหรับอินเดีย เพราะนิวเดลีต้องการ BRICS ที่เข้มแข็งขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ต้องการให้ BRICS กลายเป็นเวทีที่จีนครอบงำ
BRICS กำลังเปลี่ยนโลกหรือไม่ คำตอบอาจยังไม่ใช่
- BRICS ยังมีข้อจำกัดมาก สมาชิกมีระบบการเมือง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศแตกต่างกันมาก ไม่มีนโยบายต่างประเทศร่วม ไม่มีตลาดร่วม ไม่มีระบบความมั่นคงร่วม และหลายประเทศยังมีความขัดแย้งกันเอง แต่การมอง BRICS ว่าไม่มีความสำคัญก็อาจผิดเช่นกัน
- ความสำคัญของ BRICS อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าจะสามารถสร้าง “ระเบียบโลกใหม่” ขึ้นมาแทนที่ระเบียบเดิมได้หรือไม่ แต่อยู่ที่การสะท้อนว่า อำนาจในการเมืองและเศรษฐกิจโลกกำลังกระจายตัวมากขึ้น ประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ไม่ต้องการเพียงเข้าร่วมระบบที่ผู้อื่นสร้างขึ้นอีกต่อไป แต่ต้องการมีส่วนในการออกแบบระบบนั้นด้วย
- สำหรับอินเดีย การเป็นเจ้าภาพ BRICS 2026 สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ อินเดียไม่ต้องการถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “ตะวันตก” กับ “ฝ่ายตรงข้ามตะวันตก” แต่ต้องการรักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายพร้อมกัน และใช้แต่ละเวทีเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตนเอง
หากจะสรุป BRICS 2026 ด้วยคำพูดของโมดี คำที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่ “multipolarity” หรือ “Global South” แต่คือคำว่า “rule-shaper”
เพราะคำถามสำคัญของ BRICS ในทศวรรษต่อไปอาจไม่ใช่ว่า BRICS จะโค่นล้มระเบียบโลกที่ตะวันตกสร้างขึ้นได้หรือไม่ แต่คือในโลกที่อำนาจกำลังกระจายออกจากศูนย์กลางเดิม ใครบ้างจะมีสิทธิ์นั่งอยู่ที่โต๊ะที่ใช้เขียนกติกาของโลก และอินเดียกำลังบอกอย่างชัดเจนว่า อินเดียต้องการเป็นหนึ่งในประเทศที่นั่งอยู่ที่โต๊ะนั้น
💡 รายการปกิณกะอินเดีย วันเสาร์ 10.30 น. Chula Radio [26 ก.ย.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์อินเดียศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ณัฐ วัชรคิรินทร์ นักวิชาการอิสระ




