Updates / รอบตัวเรา
โรคนิ่วในถุงน้ำดี ภัยเงียบใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

โรคนิ่วในถุงน้ำดี ภัยเงียบใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม
อาการปวดท้อง จุกแน่น แสบร้อนใต้ลิ้นปี่ หรือรู้สึกอาหารไม่ย่อยหลังรับประทานอาหาร เป็นอาการที่หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อนทั่วไป แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคนิ่วในถุงน้ำดี” ภัยเงียบในช่องท้องที่หากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดการอักเสบหรืออุดตัน อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ทำความเข้าใจสัญญาณเตือนและแนวทางการรักษาอย่างถูกต้อง (นาที 1.15)
“ถุงน้ำดี” ทำหน้าที่เก็บและทำให้น้ำดีเข้มข้น ไม่ได้เป็นตัวสร้างน้ำดี
อวัยวะที่มีหน้าที่ผลิตน้ำดีที่แท้จริงคือ “ตับ” โดยน้ำดีมีหน้าที่สำคัญในการช่วยย่อยสลายไขมัน เมื่อตับผลิตน้ำดีแล้วจะส่งลงมาเก็บกักและเพิ่มความเข้มข้นไว้ที่ “ถุงน้ำดี” ซึ่งอยู่ใต้ตับ เมื่อเรารับประทานอาหาร ถุงน้ำดีจะบีบตัวเพื่อส่งน้ำดีเข้มข้นออกมาช่วยย่อยอาหารในลำไส้เล็ก
นิ่วในถุงน้ำดีเกิดจากสารในร่างกาย ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมภายนอก
ในน้ำดีประกอบด้วยสารสำคัญหลายชนิด เช่น คอเลสเตอรอล เกลือน้ำดี และเลซิติน หากสารเหล่านี้เกิดภาวะ “ไม่สมดุล” หรือน้ำดีมีความเข้มข้นมากเกินไป จะเกิดการตกผลึกเป็นตะกอนและรวมตัวกลายเป็นก้อนนิ่ว ดังนั้น นิ่วในถุงน้ำดีจึงไม่ได้เกิดจากเศษวัสดุหรือสิ่งแปลกปลอมภายนอกร่างกายอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
3 สัญญาณเตือนอาการปวดจำเพาะ สัมพันธ์กับ “หลังมื้ออาหาร”
อาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดีมักจะแสดงออกบริเวณใต้ลิ้นปี่ โดยมีจุดสังเกตสำคัญคือมักเกิดขึ้น "หลังอาหาร" นานเป็นชั่วโมง จาก 3 พฤติกรรมกระตุ้น
- หลังรับประทานอาหารมัน: เช่น ของทอด ของผัด ซึ่งกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัวแรง
- หลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่: เช่น งานเลี้ยงสังสรรค์ที่มีปริมาณอาหารมาก
- หลังรับประทานอาหารเมื่ออดมานาน: เช่น ข้ามมื้อเที่ยงแล้วไปทานมื้อเย็น ร่างกายจะสั่งให้ถุงน้ำดีบีบตัวอย่างรวดเร็ว
เมื่อถุงน้ำดีบีบตัว ก้อนนิ่วจะเคลื่อนไปขวางทางออกของถุงน้ำดี ส่งผลให้เกิดอาการจุก แน่น อืดท้องอย่างรุนแรง
นิ่วในถุงน้ำดี ห้ามยิงสลายหรือทำให้แตกเด็ดขาด
ข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง “นิ่วในไต” กับ “นิ่วในถุงน้ำดี” คือ นิ่วในไตมักเป็นหินปูน สามารถยิงคลื่นเสียงหรือเลเซอร์ให้แตกแล้วขับออกทางปัสสาวะได้เนื่องจากทางเดินเปิดโล่ง แต่สำหรับนิ่วในถุงน้ำดี ห้ามทำให้แตกโดยเด็ดขาด เพราะท่อน้ำดีมีขนาดเล็กมาก หากเศษนิ่วหลุดไปอุดตันท่อน้ำดีหลัก จะทำให้ท่อน้ำดีอักเสบ ตัวเหลือง ตาเหลือง ตับอ่อนอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
อดอาหาร-ลดน้ำหนักเร็วเกินไป เพิ่มความเสี่ยงเกิดนิ่ว
ในอดีตกลุ่มเสี่ยงมักยึดตามหลัก 4F (Forty = อายุ 40 ปีขึ้นไป, Female = เพศหญิง, Fatty = ภาวะน้ำหนักเกิน, Fertile = วัยเจริญพันธุ์) แต่ปัจจุบันพบในผู้ชายและคนอายุน้อยมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยงสำคัญประการหนึ่งคือ การอดอาหารหรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเมื่อไม่มีอาหารตกถึงท้อง ถุงน้ำดีจะไม่ได้บีบตัว น้ำดีจึงค้างนิ่งอยู่ในถุงเป็นเวลานานจนตกตะกอนเป็นนิ่วได้ง่ายขึ้น
มีอาการต้องผ่าตัด…การผ่าตัดผ่านกล้องคือมาตรฐานการรักษา
หากตรวจพบนิ่วแต่ไม่มีอาการ สามารถตรวจติดตามระยะได้ แต่หาก “มีอาการปวด จุก แน่น” แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก เพื่อป้องกันไม่ให้นิ่วหลุดไปอุดท่อน้ำดี ปัจจุบันมาตรฐานคือ การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Cholecystectomy) โดยเจาะรูเล็กๆ บริเวณหน้าท้องเพียง 3–4 รู แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และเมื่อตัดถุงน้ำดีออกแล้ว ตับยังคงผลิตน้ำดีได้ตามปกติ ผู้ป่วยสามารถกลับมารับประทานอาหารและใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ตระหนักแต่ไม่ตระหนก สังเกตอาการและพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ
ภาวะถุงน้ำดีอักเสบมีระยะเวลาดำเนินโรคเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน ไม่ได้วิกฤติต้องนับเป็นนาทีเหมือนโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมอง จึงมีเวลาในการเดินทางมาพบแพทย์ได้อย่างปลอดภัย สิ่งสำคัญคือการหมั่นสังเกตตนเอง หากมีอาการจุกแน่นซ้ำๆ ควรรีบตรวจวินิจฉัยด้วย อัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน เพื่อวางแผนการรักษาตั้งแต่ระยะที่ยังไม่อักเสบรุนแรง
💡 รายการรอบตัวเรา วันอาทิตย์ 10.30 น. Chula Radio [13 ก.ย.69]
ผู้ดำเนินรายการ: รศ.ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิทยากร: ศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์รักษ์พุง คลินิกโรคอ้วน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย




